ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช” ภายในอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์และวิถีวัฒนธรรมของชาวเมืองนครศรีธรรมราชและภาคใต้ นำเสนอประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองนครศรีธรรมราช ที่สามารถย้อนอดีตไปไกลถึง 1,500 ปีที่แล้ว
11 ธันวาคม 2566
อาหารในพิธีกรรม “สาทรเดือนสิบ”
ประวัติ และความเป็นมาของประเพณีสาทรเดือนสิบ
คำว่า “สารท” เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า “ฤดู” ซึ่งฤดูสารทนี้เป็นฤดูที่พืชผักผลไม้ ข้าวจ้าว ข้าวสาลี เริ่มออกผลเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผู้ที่ต้องการให้พืชพันธุ์ธัญญาหารของตนเจริญงอกงามดี ก็ได้นำพืชพันธุ์เหล่านั้นไปถวายสิ่งที่ตนเองเคารพนับถือ คนสมัยโบราณจะมีพิธีกรรมเซ่นสังเวยผลแรกให้แก่ผีสาง เทวดา เพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อเวลาต่อมาได้รับเอาความเชื่อในศาสนาพราหมณ์อินดูและศาสนาพุทธ จึงเปลี่ยนมาเป็นการทำบุญตามความเชื่อทางศาสนา ต่อมาประเพณีสารทได้เปลี่ยนความเชื่อถือไปตามกาลเวลาและความเชื่อในท้องถิ่นต่าง ๆ บางแห่งเชื่อว่าการทำบุญวันสารทก็เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษและผู้มีพระคุณทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว บางแห่งก็เป็นประเพณีการทำบุญเนื่องจากว่างภารกิจไร่นาจึงถือโอกาสทำบุญครั้งใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีที่ประชาชนในภาคใต้ของไทย ที่รับมาจากอินเดียโดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งมีการติดต่อค้าขายกับชนชาติอินเดีย โดยวัฒนธรรมและอารยธรรมอินเดียส่วนใหญ่ถ่ายทอดมากับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีประเพณีที่เรียกว่า “เปตพลี” เป็นประเพณีที่จัดขึ้นอุทิศแก่ผู้ตาย คำว่า “เปต” นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี ตรงกับคำว่า “เปรต” ในภาษาสันสกฤต แปลว่าผู้ไปก่อน อันหมายถึงบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว ซึ่งในความเชื่อถ้าตอนมีชีวิตอยู่บนโลกเป็นคนดีมีคุณธรรม พระยายมจะพาวิญญาณไปสู่แดนอันเป็นอันเป็นที่สุข แต่ถ้าทำกรรมชั่วก็จะพาไปลงนรกแดนอเวจี ดังนั้นลูกหลานเกรงว่า บรรพบุรุษของตนที่ตายไปอาจจะตกนรก วิธีการช่วยไม่ให้บรรพบุรุษเหล่านั้นตกนรก คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้เรียกว่า "พิธีศราทธ์" (ศราทธ์เป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับภาษาบาลีว่าสารท) ซึ่งได้กำหนดวิธีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งเรียกว่าทำบุญทักษิณานุปทานหรือเปตพลี
ส่วนในความเชื่อของชนชาติไทยนั้นก็จะมีการเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือผีปู่ย่าตายายที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบราณกาล ก็เป็นความเชื่อเดียวกับความเชื่อของอินเดียจะต่างกันอยู่ที่ผีปู่ย่าตายายของไทยมักอยู่ตามบ้านเรือนของลูกหลาน ส่วนผีบรรพบุรุษของชาวอินเดียเมื่อตายแล้วจะเผาภายใน ๑๐ วัน และเชื่อว่าร่างกายถูกไฟเผาจะอ่อนปวกเปียก แต่เมื่อลูกหลานทำพิธีศราทธ์ให้แล้วจะมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น
ประเพณีสารทเดือนสิบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับผลผลิตจากการเพาะปลูกในแต่รอบปี และเป็นการบำรุงศาสนาด้วยการอุทิศถวายอาหาร พืชผลแรกได้ตามฤดูกาล แด่พระสงฆ์และอุทิศส่วนกุศลแก่บิดามารดาปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งยังเป็นการทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลแก่เรือกสวนไร่นา ซึ่งจะทำกันในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตามความเชื่อที่ว่าพญายมจะปล่อยวิญญาณของบิดามารดาปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว มาพบลูกหลานเป็นเวลา ๑๕ วัน และต้องกลับไปเมืองนรกอีกครั้งในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
การจัดงานเดือนสิบ สืบเนื่องมาจากการจัดงานในวันวิสาขบูชาในปี พ.ศ.2465 ที่วัดพระมหาธาตุฯโดยพลโทสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมขุน) อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชจัดการซ่อมแซมพระวิหารในวัดพระธาตุฯ เช่น ทำช่อฟ้า ใบระกา เพดานที่พระวิหารหลวง และประดับประดาด้วยหนกลวดลายไทยมีดวงดาวแฉกเป็นรัศมีมีวิหารพระทรงม้า และวิหารเขียน เป็นต้น
แต่งบประมาณในการก่อสร้างไม่เพียงพอ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) จึงคิดหาเงินด้วยการจัดงานขึ้นในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2465 ในวัดพระมหาธาตุฯ ทางทิศใต้ของพระวิหารหลวง (ซึ่งขณะนั้นไม่มีภิกษุสามเณรหรือแม่ชีเข้าอยู่อาศัย เรียกว่า “สวนดอกไม้”) มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและเล่นการพนันบางประเภทในงานนั้นโดยจัดงานอยู่ 3 วัน 3 คืน
ปรากฎว่าได้เงินค่าประมูลร้านและการพนันนับหมื่นบาทสามารถนำไปซ่อมแซมพระวิหารในครั้งนั้นได้เพียงพอ ต่อมาในปี พ.ศ.2466 พระภัทรนาวิกธรรมจำรูญ (เอื้อน ภัทรนาวิก) เวลานั้นยังเป็นหลวงรามประชา ผู้พิพากษหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นนายยกศรีธรรมราชสโมสร (ปัจจุบันคือสโมสรข้าราชการ) เห็นว่านครศรีธรรมราชสโมสรซึ่งสร้างมาหลายปีแล้วชำรุด สมควรที่จะได้สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นตึกถาวรสง่างามแต่ก็ขัดข้องเรื่องเงินที่จะใช้ในการก่อสร้างจึงได้ปรึกษาหารือกับพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) จึงได้ตกลงกันให้จักงานขึ้นอีก เพราะเห็นว่าการจัดงานวันวิสาขบูชาในปีก่อน (พ.ศ.2465) มีรายได้สูงแต่ในปี พ.ศ.2466 นั้นให้กำหนดเอางานทำบุญเดือนสิบมาเป็นช่วงที่จัดงาน “งานเดือนสิบ” ณ สนามหน้าเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช
ในปี พ.ศ.2482 คณะกรมการจังหวัดได้มอบให้เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชเป็นผู้จัดงานเดือนสิบเพื่อนำรายได้บำรุงเทศบาลเมือง ส่วนในปี พ.ศ.2484-2488 งดจัดงานเดือนสิบเพราะอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2504 คณะกรรมการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นผู้จัดงานเดือนสิบ หลังจากนั้นจังหวัดก็ได้จัดงานเดือนสิบติดต่อกันเรื่อยมา โดยร่วมมือกับเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช และหน่วยงานต่าง ๆ ภายในจังหวัด
ความสำคัญของงานเดือนสิบ
1. เป็นการรักษาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีการทำบุญวันสารท ในขณะเดียวกันเป็นการสืบทอดประเพณีการจัดงานรื่นเริงประจำปีของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ยั่งยืนมาถึงปัจจุบันนี้
2. ชาวเมืองนครศรีธรรมราชและผู้ที่อยู่ใกล้ไกลได้รับความรื่นเริงจากการเที่ยวงานประเพณี
3. ทำให้ประชาชนได้รับความรู้ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมการประกอบอาชีพและอื่น ๆ เท่าที่มีกิจกรรมในงานเดือนสิบในแต่ละปี
4. ทำให้ประชาชนได้รับความรู้และเข้าใจในผลงานตลอดจนนโยบายที่สำคัญของทางราชการ อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน
5. จังหวัดมีรายได้นำไปบำรุงสาธารณประโยชน์และช่วยในกิจการกุศล
6. เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำบุญและนมัสการองค์พระบรมธาตุโดยทั่วถึง
งานเดือนสิบในปัจจุบัน ยังคงจัด ณ ทุ่งท่าลาด โดยมีกิจกรรมดังนี้
1. กิจกรรมเกี่ยวกับการบุญการกุศลและฟื้นฟูประเพณีทำบุญวันสารท เช่น จัดให้มีการทำบุญตักบาตรในวันเปิดงานการทำบุญวันสารท การประกวดหฺมฺรับและการแห่หฺมฺรับไปในเขตเทศบาล ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่อย่างจริงจังในประเพณีเก่าแก่ จากทั้งทางราชการและประชาชน นอกจากนั้นแล้วในโอกาสงานเดือนสิบทางวัดมหาธาตุฯ ก็ได้เชิญชวนและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชมและนมัสการองค์พระบรมธาตุด้วย
2. บริษัทห้างร้านต่าง ๆ จากทุกภาค หน่วยงานราชการ ออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้า
3. กิจกรรมเกี่ยวกับการฟื้นฟูและให้ความรู้และให้ความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมแก่ประชาชน เพราะงานเดือนสิบเป็นงานที่มีจุดกำเนิดและมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมโดยตรง
4. มีการประกวดมีการประกวดหลายประเภท เช่น การประกวดศิลปหัตถกรรมของนักเรียนและประชาชน (วาด ปั้น แกะสลัก ฯลฯ) การประกวดมารยาทนักเรียนอ่านทำนองเสนาะ โต้กลอนและโต้วาที่ เป็นต้น
5. เผยแพร่ผลงานและนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานราชการจากกรม กอง กระทรวงต่าง ๆ ออกร้านเพื่อแสดงผลงานและนโยบายของหน่วยราชการนั้น ๆ
6. กิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬา กีฬาที่จัดให้มีการแข่งขันในบริเวณงานเดือนสิบมีทั้งระดับนักเรียนและประชาชน เช่น บาสเกตบอล ตะกร้อ แบดมินตัน วอลเลย์บอล ชกมวย เป็นต้น
7. กิจกรรมเกี่ยวกับมหรสพและการบันเทิง ทั้งที่เป็นของท้องถิ่นภาคใต้โดยตรง เช่น หนังตะลุง โนรา และมหรสพอื่น ๆ ทั่วไป เช่น ลิเก ลำตัด ภาพยนตร์
พีธีกรรม
เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พญายมปล่อยตัวผู้ล่วงลับไปแล้วที่ (เรียกว่า "เปรต") มาจากนรก สำหรับวันนี้บางคนก็ประกอบพิธี บางคนจะประกอบพิธีในวันแรม 13 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ โดยการนำอาหารไปทำบุญที่วัดเรียกว่า "หฺมฺรับเล็ก" เป็นการต้อนรับบรรพบุรุษ และญาติมิตรที่ขึ้นมาจากนรกเท่านั้น
การเตรียมการสำหรับประเพณีสารทเดือนสิบ เริ่มขึ้นในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 10 วันนี้ เรียกว่า "วันจ่าย" เป็นวันที่เตรียมหฺมฺรับ และจัดหฺมฺรับ คือการเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับ เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้วก็เตรียมจัดหฺมฺรับรับการจัดหฺมฺรับแต่เดิมใช้กระบุงเตี้ย ๆ ขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ แต่ภายหลังใช้ภาชนะได้หลายชนิด เช่น กระจาด ถาด กะละมัง ถัง หรือ กระเชอ สำหรับใส่สิ่งของ
การจัดหฺมฺรับ
ชั้นแรกใส่ข้าวสารรองกระบุงแล้วใส่หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล และเครื่องปรุงอาหารคาว หวาน ที่เก็บไว้ได้นาน ๆ เช่น มะพร้าว ฟัก มัน กล้วย (ที่ยังไม่สุก) อ้อย ข้าวโพด ข่า ตะไคร้ ขมิ้น และพืชผักอื่น ๆ นอกจากนั้นก็ใส่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าดไต้ ไม้ขีดไฟ หม้อ กะทะ ถ้วยชาม เข็ม ด้าย เครื่องเชี่ยนหมาก ได้แก่ หมาก พลู ปูน กานพลู การบูน พิมเสน สีเสียด ยาเส้น บุหรี่ ยาสามัญประจำบ้าน ธูปเทียน แล้วใส่สิ่งอันเป็นหัวใจอันสำคัญของหม.รับคือ ขนม 5 อย่างมี ดังนี้
ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม
ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ
ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า สำหรับบุรพชนจะได้ใช้เล่นสะบ้า ในวันสงกรานต์
ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับบุรพชน ใช้ลอ่งข้ามห้วงมหรรณพ ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินเบี้ย สำหรับใช้สอย
การประกอบพิธี
1. การยกหฺมฺรับ การนำหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ในวันแรม 13 ค่ำ ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด เรียกว่า "วันยกหฺมฺรับ" การยกหฺมฺรับไปวัดจะจัดเป็นขบวนแห่ อาจเป็นขบวนเล็กหรือใหญ่ก็แล้วแต่ ขนาดของหฺมฺรับ และจำนวนคนที่ร่วมกันจัดหฺมฺรับ คือ อาจจะมี 3 - 4 คน หรือ 10 - 20 คน หรือ 100 คน ถ้าเป็นหฺมฺรับใหญ่ ก็จะมีขบวนแห่ใหญ่โต ผู้ร่วมขบวนก็จะแต่งตัวสวยงาม หรืออาจแต่งเป็น "เปรต" แล้วแต่ความคิดของผู้ร่วมขบวนแห่
2. การตั้งเปรต เมื่อยกหม.รับและถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์แล้ว ก็จะมีการ "ตั้งเปรต"โดยการนำเอาขนมส่วนหนึ่งไปวางไว้ในที่ต่าง ๆ ตรงทางเข้าวัด ริมกำแพงวัด หรือตามโคนต้นไม้เพื่อแผ่ส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่ได้มาร่วมทำบุญด้วย ส่วนการตั้งเปรตในระยะหลังได้มีการสร้างร้านสูงพอสมควรเรียกว่า "หลาเปรต" หรือ "ศาลเปรต" แล้วนำขนมไปวางไว้บนร้านนั้น นำสายสิญจน์ที่พระสงฆ์จับเพื่อสวดบังสุกุลมาผูกไว้กับหลาเปรต เพื่อแผ่ส่วนบุญกุศลไปยังผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า "ชิงเปรต" คนเฒ่าแก่หนุ่มสาวและเด็ก ๆ ก็จะกรูกันเข้าไปแย่งขนมที่ตั้งเปรต เชื่อที่ว่าของที่เหลือจากการเซ่นไหว้ ใครได้ไปกินก็จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
3.การฉลองหม.รับและการบังสุกุล กระทำกันในวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันสารท มีการทำบุญเพื่อเป็นการฉลองหม.รับ เรียกว่า "วันฉลองหฺมฺรับ" นอกจากนี้มีการทำบุญเลี้ยงพระและการบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องกลับไปเมืองนรก หากมิได้จัดหฺมฺรับหรือทำบุญ อุทิศส่วนกุศลที่วัดในวันนี้ บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วจะอดอยาก ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะเป็นคนอกตัญญู
วิวัฒนาการ ปัจจุบันประเพณีสารทเดือนสิบของเมืองนครศรีธรรมราชได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งพิธีการและรูปแบบคือ เนื่องจากในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 10 ที่เรียกว่า "วันจ่าย" ชาวนครจะชวนกันไปชุมนุมซื้อของตามที่นัดหมาย หรือตามตลาดจ่ายต่าง ๆ กันมาก ดังนั้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมาได้จัดงานรื่นเริงสมทบกับประเพณีสารทเดือนสิบด้วยด้วยชื่อว่า "สารทเดือนสิบ" จัดขึ้นที่สนามหน้าเมืองเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2466 และจัดสืบมาถึงปัจจุบัน อนึ่ง ในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ซึ่งเป็นวันยกหฺมฺรับนั้น มีการจัดขบวนแห่หฺมฺรับกันอย่างสนุกสนาน เพื่อนำหฺมฺรับไปประกวดที่ศาลาประดู่หก และหฺมฺรับก็จะจัดแต่งอย่างสวยงามเพื่อประกวดแข่งขันกันด้วย ส่วนตามชนบทก็ยังคงปฏิบัติตามแบบเดิม
ความเป็นมาของการจัดงานประเพณีสารทเดือนสิบ จังหวัดนครศรีธรรมราช งานเทศกาลเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการซึ่งชำรุดมากแล้ว โดยในช่วงนั้นพระภัทรนาวิก จำรูญ (เอื้อน ภัทรนาวิก) ซึ่งเป็นนายกศรีธรรมราชสโมสร และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ร่วมกันจัดงานประจำปีขึ้นพร้อมทั้งมีการออกร้าน และมหรสพต่าง ๆ โดยมีระยะเวลาในการจัดงาน ๓ วัน ๓ คืน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางจังหวัดได้ย้ายสถานที่จัดงานจากสนามหน้าเมืิอง ไปยังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด) ซึ่งมีบริเวณกว้าง และได้มีการจัดตกแต่งสถานที่ ไว้อย่างสวยงาม ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวใต้โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราช เชื่อว่าบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้วหากทำความดีไว้เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แต่หากทำความชั่วก็จะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้ในแต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ (รับเปรต) คนที่มีบาปกรรมทั้งหลายที่เรียกว่าเปรต จะได้ปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อมารับส่วนบุญ จากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกดังเดิมก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ (ส่งเปรต) ในช่วงเวลานี้ลูกหลานที่มีความกตัญญูก็จะนำอาหารไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่บรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นจึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้ และเชื่อว่าหากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่ และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือนสิบนี้ ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญ เพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือ ผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก
คำว่า "หฺมฺรับ" หรือ "มฺรับ" หมายถึงสำรับนั่นเอง ประเพณียกหฺมฺรับเป็นประเพณีที่ทำขึ้นในเทศกาลวันสารทเดือนสิบของชาวปักษ์ใต้ ในยกหฺมฺรับหรือการจัดหฺมฺรับนั้นมักจัดกันเฉพาะครอบครัวหรือจัดรวมกันในหมู่ญาติและจัดเป็นกลุ่ม ภาชนะที่ใช้จัดหมรับนิยมใช้กระบุงหรือเข่งสานด้วยตอกไม้ไผ่ ขนาดเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจ้าของหมรับ ปัจจุบันใช้ภาชนะหลายชนิด เช่น ถาด กระเชอ กะละมัง ถัง หรือภาชนะที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ การจัดหมรับเป็นการบรรจุ ประดับด้วยสิ่งของอาหารขนมเดือนสิบและอื่น ๆ โดยจัดเป็นชั้น ๆ ดังนี้
- ชั้นล่างสุด จัดบรรจุสิ่งของประเภทอาหารแห้งลงไว้ที่ก้นภาชนะ ได้แก่ ข้าวสาร แล้วใส่พริก เกลือ หอม กระเทียม กะปิ น้ำเปล่า น้ำตาล มะขามเปียก รวมทั้งบรรดาปลาเค็ม เนื้อเค็ม หมูเค็ม กุ้งแกง เครื่องปรุงอาหารที่จำเป็น
- ชั้นที่ ๒ จัดบรรจุอาหารประเภทพืชผักที่เก็บไว้ได้นานใส่ขึ้นมาจากชั้นแรก ได้แก่ มะพร้าว ขี้พร้า หัวมันทุกชนิด กล้วยแก่ ข้าวโพด อ้อย ตะไคร้ ลูกเนียง สะตอ รวมทั้งพืชผักอื่นที่มีในเวลานั้น
- ชั้นที่ ๓ จัดบรรจุสิ่งของประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด ไต้ ไม้ขีดไฟ หม้อ กระทะ ถ้วยชาม เข็ม ด้าย หมาก พลู กานพลู การบูร พิมเสน สีเสียด ปูน ยาเส้น บุหรี่ ยาสามัญประจำบ้าน ธูป เทียน
- ชั้นที่ ๔ หรือชั้นบนสุด ใช้บรรจุขนมสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการจัดหมฺรับคือขนม ๕ อย่าง ประกอบด้วยขนมพอง ขนมลา ขนมกง (ขนมไข่ปลา) ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมเหล่านี้มีความหมายในการทำบุญเดือนสิบซึ่งจะขาดเสียมิได้เพราะบรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในรกภูมิ ซึ่งขนม ๕ อย่างจะเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของที่ส่งไปให้บรรพบุรุษ ประกอบด้วย
ขนมพอง ขนมพองเป็นสัญลักษณ์แทนเรือหรือแพ ที่บรรพบุรุษใช้ข้ามห้วงมหรรณพเพราะขนมพองมีลักษณะแผ่จึงเปรียบเสมือนแพ ที่มีน้ำหนักเบาลอยน้ำ และขี้ข้ามได้
ขนมลา ขนมลาเป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณ เครื่องนุ่งห่ม เพราะขนมลามีลักษณะเป็นเส้นใยเสมือนใยที่ถักทอเป็นผืนผ้าแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม
ขนมบ้า ขนมบ้าเป็นสัญลักษณ์แทนลูกสะบ้า สำหรับใช้เป็นของเล่นต้อนรับสงกรานต์ เพราขนมบ้ามีรูปทรงคล้ายลูกสะบ้า การละเล่นที่นิยมมากในสมัยก่อน
ขนมดีซำ ขนมดีซำเป็นสัญลักษณ์แทนเงิน เบี้ย สำหรับใช้สอย เพราะมีรูปทรงของขนมคล้ายเบี้ยหอย
ขนมกงหรือขนมไข่ปลา ขนมกงหรือขนมไข่ปลาเป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ เพราะมีทรงกลมคล้ายกำไล แหวน
การจัดงานประเพณีเดือนสิบ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะจัดขึ้นและยิ่งใหญ่ ๑๐ วัน ๑๐ คืน ในส่วนของพิธีกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งชาวเมืองนครศรีธรรมราช จะเตรียมซื้อข้าวของ ทั้งอาหาร ผลไม้ ขนม เพื่อเตรียมจัดหมฺรับ (สำรับ) นอกจากนี้จะซื้อของเล่นต่าง ๆ อาทิ ตุ๊กตา เตรียมแจกแก่เด็กเล็ก ลูกหลาน ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งเรียกวันยกหมฺรับ ก็จะนำหมรับและอาหารหวานคาวต่าง ๆ ไปที่วัดเพื่อถวายพระสงฆ์ ในการยกหมฺรับ จะมีการจัดขบวนแห่ มีดนตรีนำหน้าขบวน นอกจากนี้มีการนำอาหารและขนมเดือนสิบ ตามประเพณีโบราณ รวมทั้งเงินหรือเหรียญสตางค์ไปวางตามที่ต่าง ๆ เช่น ริมกำแพงวัด โคนต้นไม้ เพื่อแผ่ส่วนกุศลอุทิศแก่ผู้ล่วงลับที่ปราศจากญาติ หรือญาติที่ไม่ได้มาร่วมทำบุญในวันนี้ เรียกว่า “ตั้งเปรต” การตั้งเปรตในระยะหลังนี้นิยมสร้างเป็นร้านขึ้นมาในบริเวณลานวัด เพื่อให้ผู้คนจะได้นำอาหารและขนมมาวางได้อย่างสะดวก ร้านที่สร้างขึ้นมาเรียกว่า “หลาเปรต” (หลาเป็นภาษาปักษ์ใต้แปลว่าศาลา) หลังจากตั้งเปรตแล้วพระสงฆ์จะสวดบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ ก็จะกรวดน้ำเพื่อแผ่ส่วนบุญ แล้วจึงเก็บสายสิญจน์ที่ที่ตั้งเปรต จากนั้นผู้คนทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก ๆ ก็จะเข้าไปแย่งขนมที่ตั้งเปรต เนื่องจากมีความเชื่อว่าการกินอาหารและขนมในพิธีบุญจะได้กุศลอย่างแรง เป็นสิริมงคลแก่ตอนเองและครอบครัว การเข้าไปแย่งอาหารหรือขนมที่เป็นเครื่องบูชาจะเรียกว่า "ชิงเปรต" กิจกรรมที่กระทำในวันนี้มีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องและผู้อื่นที่ล่วงลับแล้ว การทำบุญวันนี้ถือเป็นการทำบุญสำคัญเพราะถือว่าเป็นวันส่งญาติพี่น้องและผู้ล่วงลับไปแล้วกลับสู่เมืองนรก ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า “วันส่งตายาย” การทำบุญวันนี้เพื่อบรรพบุรุษจะไม่อดอยากหิวโหย เมื่อกลับสู่นรก ถ้าลูกหลานไม่ทำบุญในวันส่งตายายนี้จะถูกถือว่าเป็นคนอกตัญญู
ประเพณ๊วันสารทเดือนสิบเป็นวันที่ถือคติและความเชื่อที่สืบกันมาว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญ จากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้ และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมทำนา ทำไร่ เป็นอาชีพหลักในช่วงเดือนสิบนี้ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุกจึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญ เพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือ ผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก การทำบุญสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีที่ชาวภาคใต้โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช ได้ถือปฏิบัติด้วยศรัทธาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยถือเป็นคติว่าปลายเดือนสิบของแต่ละปี เป็นระยะที่พืชพันธุ์ธัญญาหารในท้องถิ่นออกผล เป็นช่วงที่ชาวเมืองซึ่งส่วนใหญ่ ยังชีพด้วยการเกษตรชื่นชมยินดีในพืชของตน ประกอบด้วยเชื่อกันว่าในระยะเดียวกันนี้เปรตที่มีชื่อว่า “ปรทัตตูปชีวีเปรต” จะถูกปล่อยใหัขึ้นมาจากนรก เพื่อมาร้องขอส่วนบุญต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง เหตุนี้ ณ โลกมนุษย์ จึงได้มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปไห้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้อง ลูกหลาน ที่ล่วงลับไปโดยการจัดอาหารคาวหวานวางไว้ที่บริเวณวัดเรียกว่า “ตั้งเปรต”ตามพิธีไสยเวทอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้พัฒนามาเป็น “การชิงเปรต” ในเวลาต่อมา
ประเพณีวันสารทเดือนสืบจัดเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนในชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือการอนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้ และของชาติด้วย
ประเพณีสารทเดือนสิบ มีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ กับ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้องที่ได้ล่วงลับไปแล้ แต่ด้วยเหตุที่วิถีชีวิตของชนชาวภาคใต้ส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราช เป็นวิถีชีวิตแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นสังคมเกษตรกรรม ประเพณีสารทเดือนสิบ จึงมีความมุ่งหมายอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วย อาทิ
ก) เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้กับพ่อ แม่ ปู่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นผู้ล่วงลับไปแล้ว
ข) เป็นการทำบุญด้วยการเอาผลผลิตทางการเกษตร แปรรูปเป็นอาหารถวายพระสงฆ์ รวมถึงการจัดหมฺรับ ถวายพระในลักษณะของ “สลากภัต” นอกจากนี้ยังถวายพระในรูปของผลผลิต ที่ยังไม่แปรสภาพเพื่อเป็นเสบียงแก่พระสงฆ์ช่วงเข้าพรรษาในฤดูฝน ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวและเพื่อผลในการประกอบอาชีต่อไป
ค) เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสนุกสนานรื่นเริงประจำปี
กิจกรรมในการประกอบพิธี
การทำบุญวันสารทประเพณีสารทเดือนสิบ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า "วันชิงเปรต." นั้น เดือนสิบหรือราว ๆ เดือนกันยายน จะมีทำบุญเดือน ที่วัด ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ที่เรียกว่า "วันรับเปรต" ครั้งที่ ๒ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ที่เรียกว่า "วันส่งเปรต" ในการทำบุญทั้งสองครั้ง เป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ไปตกอยู่ในเปรตภูมิ ซึ่งเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะนิยมกลับไปทำบุญที่วัดที่ซึ่งภูมิลำเนาของตนหรือของฝ่ายสามีภรรยา ซึ่งอาจสับเปลี่ยนกันไปทำบุญ ณ ภูมิลำเนาของฝ่ายบิดาครั้งหนึ่ง ฝ่ายมารดาครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผู้ที่ไปประกอบอาชีพจากถิ่นห่างไกลจากบ้านเกิดได้มีโอกาสได้กลับมาพบปะสังสรรค์และรู้จักวงศาคณาญาติของตนเพิ่มขึ้น
การกวนข้าวยาคู
ประวัติ และความเป็นมาของการกวนข้าวยาคู
ข้าวยาคูหรือข้าวยาโค เป็นชื่อที่คนภาคใต้เรียกกันทั่วไป ในพุทธประวัติเรียกว่า “ข้าวมธุปายาสยาคู” ซึ่งเป็นข้าวที่นางสุชาดานำไปถวายพระพุทธเจ้า
พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าข้าวยาคูเป็นอาหารทิพย์ให้สมองดีเกิดปัญญาแก่ผู้บริโภค ทำให้ผิวพรรณผ่องใส อายุยืนยาว และเป็นโอสถขนานเอก ขจัดโรคร้ายทุกชนิด และบันดาลความสำเร็จในการประกอบอาชีพเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริโภคด้วย
เดือนสามเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนากำลังออกรวง เมล็ดข้าวยังไม่แก่กำลังเป็นน้ำนมข้าวสำหรับนำมากวนข้าวยาคู ชาวบ้านจึงนิยมกวนข้าวยาคูในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ เดือน๓ โดยใช้วัดเป็นสถานที่กวนข้าวยาคู เพราะว่าวัดเป็นศูนย์รวมของประชาชน โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการจัดกวนข้าวยาคูขึ้นตามวัดต่างๆ และได้มีการจัดพิธีกวนข้าวยาคูเป็นพิเศษ จำนวน ๙ กระทะ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เป็นประจำทุกปี
การเตรียมการเครื่องปรุง
เครื่องปรุงมีมากกว่า ๕๐ ชนิด มีทั้งพวกพืชผลและพืชสมุนไพรผลไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นตามฤดูกาล ซึ่งจัดเครื่องปรุงแยกเป็นประเภทได้ดังนี้
๑.๑ น้ำนมข้าว เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญที่สุดได้จากการเก็บข้าวที่กำลังมีน้ำนม ชาวใช้กะลามะพร้าวรูดเอาแต่เมล็ดออกจารวงนำเมล็ดข้าวไปตำให้แหลกแล้ว นำมาคั้นเอาน้ำนมข้าว ใช้วิธีการเดียวกับการคั้นกะทิ แล้วกรองให้สะอาดเก็บเตรียมไว้
๑.๒ ประเภทผลไม้ เช่น ขนุน จำปาดะ มังคุด ละมุด อินทผาลัม กล้วย เงาะ พุทรา มะละกอ ทุเรียนสด ทุเรียนกวน มะตูม สาคูวิลาด และผลไม้อื่นๆ ที่มีตามฤดูกาล ผลไม้เหล่านี้ปอกเปลือกแกะเมล็ด หั่น ต้ม เตรียมไว้
๑.๓ ประเภทพืชผัก ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ข้าวเม่า ข้าวตอก ฟักทอง ถั่วลิสงคั่ว เมล็ดผักชี ลูกบัว หอม กระเทียม ซึ่งแต่ละชนิดเตรียมด้วยการหั่น ซอย คั่วหรือตำให้ละเอียด
๑.๔ ประเภทพืชมีหัว ได้แก่ เผือก มันเทศ มันล่า หัวมันหอม เป็นต้น ปอกเปลือกหั่นแล้วนำไปต้มในน้ำกะทิเตรียมไว้
๑.๕ ประเภทน้ำผึ้งและนม ได้แก่ น้ำผึ้งรวง น้ำตาลทราย น้ำตาลขัณฑสกร น้ำตาลปิ๊บ น้ำอ้อย นมสด นมข้น นมผง น้ำลำไย น้ำบัวบก เป็นต้น
๑.๖ ประเภทสมุนไพร ได้แก่ พริกไทย ลูกกระวาน กานพลู ราแดง ราขาว ราตั๊กแตน ชะเอม ดีปลีเชือก (ดีปลี) ลูกจันทน์ รกจันท์ ดอกจันท์ นำเครื่องเทศทั้งหมดคั่วให้มีกลิ่นหอมแล้วนำไปตำร่อนเอาแต่ส่วนที่ละเอียด ส่วนขิงแห้ง หัวเปราะ หัวกระชาย หัวข่า อบเชย และโป้ยกั๊ก นำไปต้มกรองเอาแต่น้ำ
๑.๗ ประเภทแป้ง ได้แก่ แป้งข้าวเจ้า แป้งขาวเหนียว เวลาจะกวนจึงละลายผสมในน้ำนมข้าว
๑.๘ มะพร้าว นำไปขูดเอกน้ำกะทิแล้วเคี่ยวให้แตกมันจนกลายเป็นน้ำมันมะพร้าวเก็บพักไว้
สำหรับการผสมเครื่องปรุงนำเครื่องปรุงทั้งหมดมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยแบ่งเครื่องปรุงทุกชนิดออกเป็นส่วนๆ เท่าๆ กัน ใส่ภาชนะโอ่งดินพักไว้ จำนวนโอ่งดินที่ใช้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดจะเท่ากับจำนวนกระทะใบบัวที่ใช้กวนข้าวยาคู อาจจะเป็น ๕ – ๗ – ๙ กระทะ
การกวนข้าวยาคูต้องใช้ความร้อนสูง ลักษณะของเตานิยมขุดลงไปในพื้นดินเป็นรูปตัวที ให้ความร้อนระอุอยู่ภายในตลอดเวลา เตาดินสามารถเก็บความร้อนไว้ได้มากลมไม่โกรก มีช่องสำหรับใส่ฟืนเชื้อเพลิงและมีรูช่องระบายอากาศ ชาวบ้านเรียกว่า รูพังเหย เตาไฟของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารใช้เป็นเตาเหล็กตั้งบนพื้นดินแต่เก็บความร้อนได้ดี
การเตรียมบุคลากรที่สำคัญ
๑. สาวพรหมจารี เพื่อความเป็นสิริมงคลในการกวนข้าวยาคูในพิธีต้องใช้สาวพรหมจารีคือผู้หญิงที่บริสุทธิ์ รับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวนแต่ละเตาจะใช้จำนวน ๓ คน
๒. นิมนต์พระสงฆ์สำหรับสวดชัยมงคลคาถาพร้อมทั้งเครื่องใช้ในพิธีสงฆ์ เช่น ด้าย สายสิญจน์ และอื่นๆ
๓. ด้านสายสิญจน์ วงจากพระสงฆ์มาผูกไว้ที่ไม้พาย (ไม้กวน) เพื่อให้สาวพรหมจารีจับไม้พายที่ผูกสายสิญจน์ไว้
ขั้นตอนในการกวนข้าวยาคู การกวนข้าวยาคู ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เริ่มด้วยพิธีบวงสรวงพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ เสร็จแล้วจึงบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล สาวพรหมจารีรับสมาทานศีล ประธานในพิธีทัดดอกมะตูมให้สาวพรหมจารี
๑. เริ่มพิธีกวน สาวพรหมจารียืนประจำกระทะละ ๓ คน พนักงานนำเครื่องปรุงวางบนโต๊ะข้างกระทะ ประธานในพิธีเข้าประจำที่กระทะ เริ่มพิธีกวนข้าวยาคูโดยประธานในพิธีเทเครื่องปรุงลงในกระทะ จับไม้กวนมีการลั่นฆ้องชัย ตั้งแต่เริ่มกวนพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาจนจบเป็นอันว่าเสร็จพิธีต่อไปใครจะกวนก็ได้
๒. วิธีกวน การกวนข้าวยาคูต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ไม่ติดกระทะ เมื่อข้าวยาคูเริ่มเหนียวหนืดจะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวไว้เติมลงในกระทะ ไม่ให้ข้าวยาคูติดไม้พาย ข้าวยาคูจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำเมื่อกวนเสร็จ และมีกลิ่นหอมเครื่องเทศ
๓. ระยะเวลาในการกวนข้าวยาคู ใช้เวลาประมาณ ๘ ถึง ๙ ชั่วโมง ส่วนมากเริ่มกวนเวลา ๑๙.๐๐ น. แต่ละกระทะจะใช้เวลากวนไม่เท่ากัน เพราะการใส่ส่วนผสมและขนาดของกระทะไม่เท่ากัน รวมทั้งการเติมไฟเชื้อเพลิงแต่ละกระทะไม่เสมอกัน ทำให้ข้าวยาคูกระทะแรกมักจะสุกได้ที่ใช้เวลาประมาณ ๗ ชั่วโมง คือเสร็จประมาณ ๐๒.๐๐ น. ส่วนกระทะสุดท้ายอาจกวนจนเช้าถึงเวลา ๐๕.๐๐ น. จึงแล้วเสร็จ
๔. ตักข้าวยาคูจากกระทะใส่ถาด เกลี่ยข้าวยาคูให้บางๆ ในถาดวางไว้จนข้าวยาคูเย็นลงต้องทิ้งระยะหนึ่ง ในวันรุ่งขึ้นจึงร่วมกันตัดข้าวยาคูบรรจุใส่ถุงและบรรจุลงกล่องสำหรับนำไปถวายพระในวัด แจกจ่ายฝากญาติมิตรที่มาร่วมในพิธีทั่วทุกคน ที่เหลือจัดส่งไปยังวัดต่างๆ และนำไปฝากญาติมิตร ซึ่งข้าวยาคูของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารพุทธศาสนิกชนจะรับได้ในวันมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ
สาระสำคัญ
การกวนข้าวยาคูเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติเพราะเป็นการปลูกฝังให้คนมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาสาระสำคัญมีดังนี้
๑. ทำให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่ญาติและมิตรสหาย เพราะต้องร่วมแรงร่วมใจจัดหาอุปกรณ์ เครื่องปรุง การกวนต้องใช้ทั้งเวลาและผู้คน
๒. เป็นประเพณีที่มีความสัมพันธ์กับสังคมเกษตรกรรม คือให้ความสำคัญต่อข้าวหรือน้ำนมข้าวซึ่งเป็นพืชหลักของชาวไทย
๓. การแบ่งปันข้าวยาคูแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเกิดความห่วงใยซึ่งกันและกัน แม้ไม่ได้มาร่วมกวนข้าวยาคู ก็จะได้รับข้าวยาคูเป็นของฝากให้ได้รับประทานทั่วถึงกันทุกคน
๔. เป็นการอนุรักษ์และปฏิบัติตามประเพณีที่ดีงาม และเป็นการถ่ายทอดประเพณีให้แก่เยาวชนได้เรียนรู้ถึงวิธีการกวนข้าวยาคู เพื่อสืบทอดประเพณีให้คงอยู่ตลอดไป
ศาลเจ้าพ่อมหาชัย
ประวัติ และความเป็นมาของศาลเจ้าพ่อมหาชัย
บริเวณเขามหาชัยหรือภูเขาหลักไก่ อันเป็นถิ่นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ตามความเชื่อของประชาชน บริเวณเขามหาชัยและบเวณใกล้เคียง ตั้งแต่บ้านท่างิ้ว ไปจนถึงบ้านพรหมโลก เชื่อว่ามีสิ้งศักศิทธิ์ แห่งเขามหาชัย ที่เล่าขานสิบต่อกันมาหลายแนวทาง
แนวทางที่หนึ่ง
เรื่องเล่าขานว่า เจ้าพ่อมหาชัยนั้น เดิมเป็นขุนพลคู่บารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นหนึ่งใน 12 ทหารเสือพระเจ้าตากได้เดินทางตามสมเด็จพระองค์ท่าน จากกรุงธนบุรีหลบหนีออกจากเมืองจันทบุรีแล้วเดินทางต่อมาที่นครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าตากสินประทับที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จนสิ้นพระชนม์
ส่วนเจ้าพ่อมหาชัยนั้น ท่านมาทำหน้าที่ เป็นเสมือนผู้เฝ้าต้นทาง คอยส่งอาณัติสัญญาณ จากเขามหาชัยไปยังเขาขุนพนม เพื่อบอกเหตุร้าย เหตุดี เผื่อว่าจะได้เตรียมการณ์ทัน หากมีเหตุการณ์ไม่ปกติ ภายหลังท่านถึงแก่กรรมด้วยไข้ป่า ดวงวิญญาณก็ยังสิงสถิตอยู่ที่เขามหาชัย ณ บริเวณที่ตั้งศาลเจ้าพ่อมหาชัยปัจจุบันนี้
เจ้าพ่อมหาชัยมีบริวารซ้าย ขวา คือท้าวศรีเทพ อยู่ด้านซ้าย และ ท้าวเทพอักษรอยู่ด้านขวา เจ้าพ่อมหาชัยถึงแก่กรรมก่อนสมเด็จพระเจ้าตากสินจะสิ้นพระชนม์ ตามแนวทางนี้ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าเจ้าพ่อมหาชัยพยามีนามว่าพญาชิงชัยหรือพญาชิงชัยพล ปรากฏตัวและเกี่ยวข้องกับเขามหาชัยสองชาติภพ
ชาติภพที่หนึ่งนั้น คือพยาชิงชัยหนึ่งในบริวาร ขององค์จตุคามรามเทพผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช องค์เดียวกับเทพประจำหลักเมืองนครศรีธรรมราช ในครั้งนั้น พญาชิงชัย พญาหลวงเมืองพญาสุขุม และพยาโหรา เป็นกำนันหลักให้กับองค์จตุคามรามเทพ ในการปราบพวกพราหมณ์ที่ปกครองเมือง ตามพรลิงอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้วก็ได้สร้างพระบรมธาตุสถาปนาเมือง 12 กษัตริย์ พระยาชิงชัยเมื่อสิ้น ดวงวิญญาณมาสิงสถิตวัดเขามหาชัย อีกชาติภพหนึ่งนั้น ของเจ้าพ่อมหามหาชัยก็คือแม่ทัพหลวงของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังที่กล่าวแล้ว
แนวทางที่สอง ตาสำรุด โดยเฉพาะจากปากของท่านเอียดหรือดำ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ชาวบ้านแถบนี้เคารพนับถืออย่างมากรูปหนึ่ง ว่ามีชีปะขาว ที่ชาวบ้านเรียกว่าตาสำรุดหรือตาโปชีหรือตาปู่ชี คนหนึ่งพร้อมด้วยลูกศิษญ์คนหนึ่งชื่อไอ้ใบ้ หรือพ่อใบ้ มักจะปรากฏในฝันของชาวบ้าน ช่วงกำลังเคลิ้มหลับ ในลักษณะของการทักทายเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะผู้ย้ายมาอยู่ใหม่
มีผู้เล่าว่าผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ท่าน หนึ่ง คืออาจารย์ทวี ท่อแก้ว ก็เคยพบเห็นท่านแช่นเดียวกับชาวบ้านพรหมโลก และชาวบ้านท่างิ้ว หลายครั้งหลายเวลาที่มีปัญหาหรือมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นหรือพบความมั่นใจในการทำการใดใดมัก จะขอให้ท่านช่วยได้ตามที่ขอ จริงๆ
อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชอีกท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ภาณุ คุณโลกยะ ซึ่งเป็นชาวพรหมโลก ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่าน ยังเรียนหนังสือชั้นมัธยม ต้องเดินทางผ่านเขามหาชัย ทุกครั้งที่ท่านเดินผ่าน หน้ามหาชัยก็จะรำลึกถึงตาโปชีแห่งเขามหาชัย เพื่อขอพรให้เดินทางด้วยความปลอดภัยบ้าง เพื่อขอให้ได้หรือสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาบ้าง บางท่านอธิบายว่าตาโปชีหรือตาสำรุดนั้นท่านมีหน้าที่ประจำที่ควรเจดีย์บุนเขามหาชัย
แนวทางที่สาม พ่อปู่ฤาษี บางท่านเล่าว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งเขามหาชัย ยังมีพ่อปู่ฤาษีสิงสถิตอยู่บนเขามหาชัย ทำหน้าที่ปกปักรักษาให้ความคุ้มครองแก่ลูกหลานต้องการ ความช่วยเหลือก็สามารถบอกกล่าว ท่านก็จะให้ตามที่ขอ
การสักการะบูชาศาลเจ้าพ่อมหาชัย เป็นที่เชื่อถือศรัทธาเป็นที่พึ่งทันใจของชาวบ้านหน้าเขามหาชัยและชาวบ้านวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชหรือมหาวิทยาลัยราชภัฏตลอดมา
ทุกปีในวันสถาปนามหาวิทยาลัย ในวันที่ 9มกราคม ของทุกปี จะมีการเซ่นสรวงบูชา ทำพิธีสักการะเจ้าพ่อมหาชัย อย่างเป็นทางการ
เครื่องสักการะเจ้าพ่อมหาชัย
ประกอบด้วย
-ไก่นึ่ง เป็ดนึ่ง กุ้งนึ่ง ปลานึ่ง อย่างละหนึ่งตัว
-อาหาร คาว หวานหนึ่งชุด
-น้ำดื่ม 1 แก้ว
-เหล้าขาวหรือเหล้าแดง หนึ่งขวด
-บุหรี่หนึ่งซอง
-มะพร้าวอ่อนสองลูก
-กล้วยหนึ่งหวี
-ส้มโอหรือส้มเขียวหวานพอประมาณ
-ขนมต้มขาว ขนมต้มแดงหนึ่งชุด
-ธูปเทียนดอกดอกไม้จำนวน 4 ช่อ
เป็นเครื่องเส้นไหว้สักการะบูชา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
ประวัติ และความเป็นมาของศาลเจ้าพ่อมหาชัย บริเวณเขามหาชัยหรือภูเขาหลักไก่ อันเป็นถิ่นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ตามความเ...
-
ประวัติ และความเป็นมาของการกวนข้าวยาคู ข้าวยาคูหรือข้าวยาโค เป็นชื่อที่คนภาคใต้เรียกกันทั่วไป ในพุทธประวัติเรียกว่า “ข้าวมธุปายาสยาคู” ...


