21 พฤศจิกายน 2565

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ความเป็นมาประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นงานประเพณีที่เก่าแก่และสำคัญของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยมีปฐมเหตุมากจากที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงประกอบพิธีวิสาขะสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์หลังจากที่พระองค์ได้บูรณะแล้วเสร็จ เมื่อปีพุทธศักราช ๑๗๗๓ ซึ่งไม่กี่วันก่อนจะเริ่มพิธีสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ ชาวปากพนัง ได้เก็บ ผ้า “พระบฏ” ที่มีคลื่นซัดมาเกยชายหาด ซึ่งมีลักษณะเป็นผ้าแถบเขียนลวดลายเขียนพุทธประวัติ ผ้ายาวประมาณ ๑,๐๐๐ หลา นำมาทูลเกล้าถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช เมื่อเจ้าพนักงานทำความสะอาดแล้วเสร็จปรากฏว่าลายเขียนนั้นก็ไม่เลือนหายไป ซักเสร็จจึงผึ่งไว้ในพระราชวัง และประกาศหาเจ้าของจนได้ความว่า พระบฏเป็นของพุทธศาสนิกชนคณะหนึ่งที่แล่นเรือมาจาก เมืองหงสาวดี โดยมี “ผขาวอริพงษ์” เป็นหัวหน้าคณะนำพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกมรสุมพัดจนเรือแตกเสียก่อน พุทธศาสนิกชนกลุ่มนั้นมีราว ๑๐๐ คน รอดเพียง ๑๐ คน ยินดีถวายผ้าพระบฏให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงโปรดให้ชาวเมืองจัดเครื่องประโคมแห่แหนและนำขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ ในคราวเดียวกับการสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ และได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนถึงปัจจุบัน ความเป็นมาของประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ จากข้อเขียนของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรรธรรมราช ได้กล่าวถึงไว้ดังนี้ “ประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดมากว่า ๗๙๐ ปี จากตำนานที่เล่ากันว่า ในปี พ.ศ. ๑๗๗๓ ขณะที่ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์ของเมืองนครศรีธรรมราช กำลังสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์อยู่นั้น ชาวเมืองอินทปัตย์ ซึ่งกำลังเดินทางไปนมัสการพระธาตุที่ศรีลังกา ได้ถูกพายุพัดจนเรือแตก มีผู้รอดชีวิตราว ๑๐ คน มาขึ้นฝั่งที่เมืองปากพนัง พร้อมด้วยผ้าขาวผืนยาวมีภาพพุทธประวัติเขียนไว้ที่ผ้า เรียกกันว่า “ผ้าพระบฏ” ชาวเมืองปากพนังจึงนำไปถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชในกาลนั้น พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้โปรดให้นำผ้าดังกล่าวขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีนั้น และตั้งแต่นั้นมา จึงได้ปฏิบัติต่อเนื่องจนกลายเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน ทุกปีของวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และในปีอธิกมาสวันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พร้อมในกันประกอบศาสนพิธีขึ้นในวันดังกล่าว โดยนำผ้าแถบสีต่าง ๆ เช่น สีขาว สีเหลือง สีแดง เป็นต้น อีกทั้ง ผ้าสีขาวที่ภาพวาดพุทธประวัติ ซึ่งเรียกว่าผ้าพระบฏ ขึ้นนำห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประจำทุกปี เรียกประเพณีนี้ว่า “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” ในปัจจุบัน การแห่ผ้าขึ้นธาตุ นิยมใช้ผ้าสี่เหลี่ยม เช่น สีเหลือง สีขาว สีแดง เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านอาจะจัดเตรียมมาเอง หรือ สามารถมาทอนผ้าที่ทางวัดเตรียมไว้ โดยร่วมบริจาคค่าผ้าทำบุญตามกำลังศรัทธา แล้วนำผ้าเดินทักษิณาวรรตรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ๓ รอบ เมื่อครบนำผ้าเข้าสู่พระวิหารมหาภิเนษกรมณ์ หรือวิหารพระทรงม้า ทางขึ้นลานภายในกำแพงแก้วล้อมฐานพระบรมธาตุเจดีย์ อยู่ในวิหารนี้ เจ้าหน้าที่ของวัดจะยอมให้ผู้อาวุโสในขบวนเพียง ๒-๓ คน เท่านั้นสมทบกับคนงานนำผ้าไปพันโอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ที่ไม่สามารถขึ้นไปบนกำแพงแก้วได้หมดทั้งขบวนเพราะทางวัดได้กำหนดให้ลานภายในกำแพงแก้วเป็นเขตหวงห้าม ยกเว้นการนำผ้าพระบฏขึ้นบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าใต้ลานกำแพงแก้วในฐานพระบรมธาตุเจดีย์มีพระบรมสาริกธาตุประดิษฐานอยู่หาก ขึ้นไปเดินบนลานจะไม่เป็นการสมควร ซึ่งในแต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ามืดถึงค่ำคืนหลายหมื่นคน แต่ในปี ๒๕๖๕ มีการระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการลดจำนวนกิจกรรมและจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม โดยคงไว้เฉพาะพิธีที่สำคัญเท่านั้น เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม แต่อย่างไรก็ตามด้วยพลังแห่งความศรัทธายังคงมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้เดินทางมายังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อร่วมสืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

15 พฤศจิกายน 2565

การทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณา

การทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณา สูตรของพระครูเมตตาวิหารี วัดนันทาราม ปากพนัง . บุดในนครผู้ใหญ่บอกว่าหลัก ๆ มาจากพืชสามชนิดคือ ๑ ข่อย ๒ กฤษณาที่เป็นไม้หอม กับ ๓ ย่านกฤษณาหรือปริศนาที่เป็นเถาวัลย์ เวลาจับบุดก็เห็นว่ามันมีบุดเนื้อต่างกันอยู่คละกันจริง ๆ นอกจากบุดเนื้อละเอียดยืดหยุ่นแบบบุดจากข่อยแล้ว มีบุดที่เนื้อสากแข็งผ่านมือเยอะเหมือนกัน ตามเพจที่เอาสมุดไทยมาโชว์ มาขาย บางทีเราเห็นเนื้อกระดาษกับรอยหมึกที่ซึมในเนื้อแล้วเกิดความรู้สึกว่ามันน่าจะบุดใต้แน่ซูมดูเนื้อหาแล้วก็เป็นบุดใต้จริง ๆ ไม่รู้เป็นอุปทานไหม บุดนี้ดูเหมือนหลายท้องถิ่นในอดีตก็ทำกันขึ้นใช้ได้ถ้าทำมากอาจจะขายด้วย พวกบุดสั้นที่เป็นบุดตำรายา ไสยศาสตร์ หรือเบ็ดเตล็ด มักจะเจอรอยว่ามันคือการเอาบุดขนาดเต็มแบบบุดพระอภิธรรม บุดเขียนวรรณกรรมมาตัดครึ่งใช้ บุดสั้นพวกนี้สันข้างหนึ่งมักจะตรงเรียบ อีกข้างจะเอียง ๆ เฉ ๆ ตามฝีมือตัดทีหลัง นาน ๆ ทีจะเจอบุดเล็กบุดสั้น บุดตีนช้าง ที่ลักษณะเป็นการทำสั้นทำเล็กมาแต่แรก มีวิธีทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณาที่ อ วิมลสัมภาษณ์มาจากปากพนังเมื่อสี่สิบปีแล้วน่าสนใจ ไม่รู้ว่ายังมีคนสืบวิชาไหม ส่วนภาพประกอบไม่เกี่ยวไม่รู้บุดเนื้ออะไรอาจจะเนื้อข่อย แต่พอดีอยู่ในไอแพดครับ ------------------------------—————————————-------- รศ.วิมล ดำศรี สัมภาษณ์พระครูเมตตาวิหารี วัดนันทาราม ปากพนัง เมื่อ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๓ ๑ เอาเปลือกต้นกฤษณาเก็บในช่วงที่ต้นกฤษณาออกดอก มาทุบเอาเปลือกส่วนนอกออกโดยระวังไม่ให้เปลือกส่วนในช้ำ ๒ เอาเปลือกส่วนในแช่น้ำไว้ประมาณ ๑๐ วันจนเปลือกเน่าและเปื่อยได้ที่ แล้วนำกะลามะพร้าวมาขูดเปลือกให้เยื่อส่วนนอกออกไปให้ได้มาก ๆ แล้วเอาส่วนที่เหลือไปแช่ในน้ำเมือกเซียด ๓ ถึง ๕ วัน แล้วเอากะลามะพร้าวขูดเยื่อออกอีก เอาที่เหลือแช่น้ำเมือกเซียดไปอีก ๓ ถึง ๕ วัน แล้วนำมาขูดสลับกับแช่น้ำเมือกเซียดอีกจนกว่าจะได้เปลือกที่บางตามต้องการ ถ้าจะเอาบุดหนาแต่หยาบก็ทำซ้ำน้อยครั้ง ๓ เอาเปลือกกฤษณาที่ได้ไปวางเรียงบนผ้าขาวที่ปูบนพื้นเรียบ เอาผ้าขาวอีกผืนปูทับบนใช้ลูกกลิ้ง ไม้กลม หรือขวด รีดทับไปมากจนเปลือกกฤษณาเรียบแน่น จึงเอาผ้าขาวทับหน้าออก เอาเปลือกกฤษณาไปผึ่งลมจนหมาด ๆ ยังมีความชื้นอยู่ ๔ เมื่อหมาดแล้ว เอาผ้าขาวทับหน้าอีกครั้ง ขึงผ้าขาว-กฤษณา-ผ้าขาว กับโครงให้ตึง แล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งสนิท แห้งแล้วสามารถนำมาตัดเจียนพับเป็นบุดใช้ได้ ๕ ถ้าจะทำบุดดำให้เอาลูกมะพร้าวอ่อนที่ยังไม่มีเนื้อ หากเป็นมะพร้าวที่น้ำมีรสหวานจะยิ่งดีจะมียางเยอะ ผ่าครึ่งลูกมะพร้าวแล้วคว่ำหน้าลงบนบุดขาวถูไปมาบนเนื้อกระดาษจนติดยางมะพร้าวเป็นสีดำสนิท จะได้บุดดำจากเปลือกไม้กฤษณา ดูน้อยลง

08 พฤศจิกายน 2565

อบรมแทงหยวกฟรี

#ขอเชิญร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการแทงหยวก" ในวันพุธ ที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ศิลปวัฒนธรรม (อาคาร 28) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เปิดรับสมัคร นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าอบรมฟรี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 12 ธันวาคม 2565 รับจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น ท่านที่สนใจ ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมได้ตามลิ้งด้านล่าง หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวกาญจณาพร จันทร์เอียด โทร 064-7190178 และ นางสาวนิตยา คงมาก โทร 086-7674250 ผู้ประสานงาน

06 พฤศจิกายน 2565

ศิลปะการแทงหยวก

ศิลปะการแทงหยวก เป็นหนึ่งในงานช่าง๑๐หมู่ ประเภทงานสลักของอ่อน เป็นงานฝีมือที่สร้างสรรค์ โดยช่างผู้ชำนาญ ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาง่าย ผลงานมีระยะเวลาในการคงอยู่ในระยะสั้น ๆ ไม่คงทนถาวร ตาม ลักษณะของวัสดุ โดยเป็นการนำหยวกกล้วยมาฉลุลวดลายประดับตกแต่งในงานต่างๆ ทั้งงานมงคลและงาน อวมงคล ได้แก่ งานบวช งานโกนจุก งานกฐิน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานพิธีทางศาสนา ทำบุษบกแห่พระวันออก พรรษา และ งานศพ เป็นต้น ๑.การแทงหยวกประดับจิตกาธาน พระจิตกาธาน หรือ เชิงตะกอน แรกเริ่มคงจะมีที่มาจากธรรมเนียมการปลงศพของอินเดีย โดยใช้กอง ฟืนวางซ้อนกันให้สูงใหญ่ จำนวนฟืนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชั้นยศของผู้วายชนม์ ต่อมาจึงคิดสร้างพื้นยกขึ้น เรียกว่า “ร้านม้า” สำหรับตั้งศพคร่อมเหนือกองฟืน ซึ่งร้านม้าที่ยกขึ้นนั้น ทำหน้าที่เป็นฐานส ำหรับเผาศพ โดย ใช้ไม้ไผ่หรือต้นหมากมาปักเรียงกัน ประมาณ ๓ คู่ นำฟืนเรียงใส่ให้เต็มในช่องว่าง นำหีบศพวางบนร้านม้าแล้ว จุดไฟเผา ลักษณะเช่นนี้จะพบการปลงศพตามหมู่บ้านชนบท ที่นิยมปลงศพในป่าช้า เพราะใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ในท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อค้นหาความเป็นมาของงานแทงหยวกในพงศาวดาร พบว่า สยามประเทศ หรือประเทศไทยใน ปัจจุบัน เป็นชาติแรกและชาติเดียวในโลก ที่มีงานช่างแทงหยวก ถือเป็นงานช่างของคนไทยโดยแท้จริง ซึ่ง ปัจจุบันนี้มีไม่กี่ประเทศที่มีกาใช้งานแทงหยวกมาประกอบพิธีกรรม ความสำคัญของการแกะสลักหยวกกล้วยที่ปรากฎในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน เมื่อพระไวยกล่าวถึง การทำพิธีนี้ว่าให้ขุดศพนางวันทองขึ้นมา แล้วกล่าวถึงการทำพิธีว่าสถานที่วางหีบศพนั้นตกแต่งอย่างสวยงาม เเละวิจิตรพิสดารเป็นรูปภูเขา มีน้าตกมีสัตว์ต่างๆ มีกุฏิพระฤษี มีเทวดา เช่น รามสูร เมขลา ที่ตั้งศพที่เป็น ภูเขานี้เห็นจะเป็นประเพณีไทยที่เก่าเเก่ ที่ท าเช่นนั้นก็คงหมายถึงว่า เขาพระสุเมรุคงเป็นที่เทวดาอยู่ตรงกับ สวรรค์ ผู้ตายนั้น ถือว่าจะต้องไปสวรรค์ เช่น พระเจ้าแผ่นดินตาย เรียกว่า “สวรรคต” จึงนิยมทำศพให้เป็น ภูเขา พระสุเมรุหรือเมรุ คือ ทำที่ตั้งเป็นภูเขาทั้งสิ้น ต่อมาคงจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น งานหลวงเล็กทำเป็นภูเขา เปลี่ยนทำเป็นเครื่องไม้เพราะอาทำให้สวยงามให้เป็นชั้นลดหลั่นลงมาเป็นเหลี่ยมจะหักมุมย่อให้วิจิตรพิสดาร อย่างใดก็ได้ เเต่เเม้จะเอาภูเขาพระสุเมรุ จริง ๆ ออกไปก็ยังคงเรียกเมรุตามที่เคยเรียกมา เมรุ จึงกลายเป็นที่ตั้ง ศพไป บ้างก็ว่าศิลปะการแทงหยวกเกิดขึ้นจากสมัยพระนเรศวรมหาราชล่าแผ่นดิน ในสมัยก่อนช่างอันดับ ๑ คือ ช่างเหล็ก อันดับ ๒ คือช่างแทงหยวก ไปรบที่ไหนก็ตายที่นั่น เผาที่นั่น ใช้ไม้ไผ่เป็นเชิงตะกอน แล้วนำหยวก (ต้นกล้วย) มาคุมเชิงตะกอนก่อนจะเผา แล้วพัฒนาหยวกให้เกิดลวดลายที่สวยงาม จนเกิด คุณค่าแห่งความงามต่อสังคมไทยเรา ในการแทงหยวกจะช่วยพัฒนาสังคมในด้านจิตใจ ให้คนเห็นคุณค่า “ปรัชญา” ความสดสวย ไม่ช้าก็เหี่ยวแห้งเป็นธรรมดาตามหลักศาสนา ๒.การเลือกต้นกล้วยในการแทงหยวก พันธุ์กล้วยที่ดีที่สุดในการใช้แทงหยวก คือ กล้วยตานีที่ยังไม่ออกเครือ ด้วยคุณสมบัติของ กล้วยตานีที่รวงผึ้งด้านในกาบกล้วยค่อนข้างถี่กว่ากล้วยพันธุ์อื่น ๆ ท าให้หยวกกล้วยมีความชุ่มน้ า ส่งผล ให้ผิวของกาบกล้วยตานีมีความคงทน สวยงาม ไม่เปราะบาง หรือแตกง่าย ไม่เน่าเปื่อย แต่จะเหี่ยวแห้งไป ตามกาลเวลา ลักษณะพิเศษของกล้วยตานีอีกประการหนึ่งคือ เนื้อผิวหยวกมีสีขาวนวลสวย และมีเส้นใย ที่สามารถมองเห็นเป็นแนวได้ ต้นกล้วยที่จะน ามาใช้ในการแทงหยวก ควรเลี้ยงให้ล าต้นมีความสูงตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีเส้นผ่านศูนย์กลางของโคนต้นประมาณ ๒๐ เซนติเมตร จึงจะเหมาะกับการฉลุลายได้ดี ในการด าเนินการตัดต้นกล้วยนั้นจะต้องมีการท าพิธีขอขมาต้นกล้วยเสียก่อน ซึ่งช่างแทง หยวกจะท าพิธีขอขมาโดยใช้ใบตองห่อเศษเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า จากนั้นจึงกล่าวบทสวดขอขมา แล้วซุก เงินไว้บริเวณโคนต้นกล้วย การตัดต้นกล้วยจะตัดในทิศทางที่ให้ต้นเอนล้มใส่คนตัด เพื่อมิให้ต้นกล้วยนั้นหล่นลงพื้น จากนั้นจึงตัด ปลายต้นกล้วยออก เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยช้ า โดยจะตัดต้นกล้วยในแนวทแยงเพื่อให้ต้นกล้วยนั้นได้แทงหน่อต่อไป และเว้นระยะการตัดจากโคนต้นประมาณ ๑ คืบ เมื่อได้ต้นกล้วยตามที่ต้องการแล้วจึงน ามาตัดหัวตัดท้ายออก จากนั้นท าการลอกกาบออกทีละชั้นด้วยความระมัดระวัง โดยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในกาบกล้วย แล้วค่อย ๆ ดัน มือไปพร้อม ๆ กันทั้งสองข้าง ลอกไปจนเกือบถึงชั้นในสุด แล้วท าการคัดแยกขนาดของกาบไว้เป็นกลุ่ม ๆ เพื่อเตรียมใช้ในการแทงหยวกกาบกล้วยที่จะน าไปแทงหยวกนั้น ประกอบด้วย กาบเปลือก กาบเขียว กาบ เขียวที่ค่อนข้างไปทางขาว และแกนหยวก ซึ่งส่วนที่ใช้ในการแทงหยวกจริง ๆ นั้นควรเป็นกาบเขียวที่ค่อนข้าง ไปทางขาว เนื่องจากเป็นกาบที่มีความสมบูรณ์ มีน้ าหล่อเลี้ยงภายในรวงผึ้ง ท าให้ชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดเวลา ๓.วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแทงหยวก การสร้างสรรค์ศิลปะการแทงหยวกโดยมากจะใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย มีใช้ตาม พื้นบ้านทั่วไป ได้แก่ ๓.๑ หยวกกล้วย ที่ได้ท าการลอกกาบ คัดแยกขนาดของกาบกล้วย และเช็ดผิวท าความ สะอาดเรียบร้อยแล้ว ๓.๒ กระดาษสี ใช้ส าหรับประกอบงานแทงหยวก เพื่อเน้นลวดลายที่ได้ฉลุลงบนหยวกให้มี สีสันสวยสดงดงาม ซึ่งนิยมใช้กระดาษอังกฤษสีมันวาวคล้ายกระดาษตะกั่ว ที่มีคุณสมบัติส าคัญคือ เมื่อถูก น้ าแล้วไม่ ยับย่น สีไม่ลอก เนื่องจากเมื่อแทงหยวกเสร็จแล้วต้องมีการพ่นน้ำอยู่เสมอ ๓.๓ มีดแทงหยวก เป็นมีดปลายแหลมที่มีคมทั้งสองด้าน เพื่อให้สามารถแทงลวดลายใน ลักษณะเดินหน้าถอยหลังได้อย่างสะดวก ท ามาจากเหล็กลานนาฬิกา หรือใบเลื่อยโลหะ น ามาเจียรและ ลับให้คม ใบมีดมีขนาดความกว้างประมาณ ๕ มิลลิเมตร มีความยาวประมาณ ๓-๓ นิ้วครึ่ง หรือแตกต่าง กันไปตามความต้องการและความถนัดของช่างแต่ละคน ๓.๔ หินลับมีด ใช้ส าหรับลับมีดแทงหยวก เนื่องจากเมื่อมีการใช้งานนาน ๆ จะท าให้มีดแทง หยวกนั้นหมดคม ระหว่างใช้งานจึงต้องหมั่นลับมีดให้คมอยู่เสมอ เมื่อมีดมีความคมก็จะท าให้ลวดลายบน ๓.๕ ตอก ใช้ส าหรับประกอบหยวกเข้าเป็นลายชุด โดยใช้ตอกรัดตรึงหยวกที่แทงแล้วแต่ละชิ้น ให้เป็นส่วนเดียวกัน ตอกที่ใช้ส าหรับงานศิลปะการแทงหยวกนิยมท าจากไม้ไผ่ โดยมีความกว้างประมาณ ๑-๑.๕ เซนติเมตร และยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ซึ่งปลายตอกทั้งสองข้างจะมีความเรียวแหลมและคม ๓.๖ ไม้เสียบ ใช้สำหรับปักยึด หรือช่วยเสริมความแข็งแรงจากการประกอบหยวกด้วยตอกอีกที ๓.๗ มีดบาง หรือมีดท าครัว ใช้ส าหรับตกแต่งกาบกล้วย หรือตัดหยวกกล้วยให้ได้ขนาดตามที่ ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อน าลายมาประกอบเป็นลายชุด และในช่วงที่ต้องตัดต่อเพื่อน าลายชุดไปประดับ ตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ ๔.พิธีไหว้ครูก่อนการแทงหยวก ก่อนจะเริ่มท าการแทงหยวก ช่างแทงหยวกจะต้องไหว้ครูเพื่อระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่ให้ วิชาความรู้เหมือนกับช่างศิลปะแขนงอื่น ๆ ซึ่งเครื่องไหว้ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูก่อนการแทงหยวกจะประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน น้ า เหล้า บุหรี่ อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ และแผ่นหยวกที่แทงเป็นลายแล้วส าหรับไหว้ครู เครื่องไหว้ทั้งหมดจะน ามาใส่ในถาดรวมกันแล้วตั้งไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ บริเวณที่ท าการแทง ซึ่งช่างทุกคนต้องไหว้ ครูและเครื่องมือก่อนท างาน โดยว่าตามบทสวด ดังนี้ (ตั้งนะโม 3 จบ) “ลูกขอไหว้คุณครูผู้ประสาทวิชาให้แก่ตัวลูก ลูกของไหว้พระอินทร์ พระพรหม พระ ยม พระกาฬ พระจตุโลกบาลทั้งสี่ พระภูมิเจ้าที่ พระธรณี พระแม่คงคา แม่พระพาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายใน สากลโลก พระวิษณุกรรม ท้าวเวสสุวรรณ ครูพักลักจ า ครูแนะครูน า ครูสั่งครูสอน ที่ได้ประสาทพรให้แก่ลูก มา พุทธังประสิทธิเม ธรรมังประสิทธิเม สังฆังประสิทธิเม” (กราบ 3 ครั้ง) ๕.ลายพื้นฐานการแทงหยวก ๕.๑ ลายฟันหนึ่ง(ลายฟันปลา) แทงหยวกด้วยมีดฉลุที่คมทั้งสองด้านและปลายแหลมคมในลักษณะ ขึ้นลง ๆ ในลักษณะซิกแซก แทงหยวกเดินหน้าและถอยหลัง แนวตรงในระยะห่างที่เท่า ๆ กัน โดยใช้แนวเส้น หยวกกล้วยเป็นแนวหลัก ใช้เป็นลายประกอบได้เยอะมาก ๕.๒ ลายฟันสาม มีรูปแบบมาจากลายตาอ้อย ใช้ประกอบลายในพิธีของสามัญชนจนถึงขุนนางชั้น ผู้ใหญ่ รวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๕.๓ ลายกลีบบัว ลายแทงหยวกด้วยมีดฉลุที่คมทั้งสองด้านและปลายแหลมคมในลักษณะขึ้นลง ๆ ใน ลักษณะซิกแซกแต่มีลักษณะลายที่ใหญ่โค้ง แทงหยวกเดินหน้าและถอยหลัง แนวตรงในระยะห่างที่เท่า ๆ กัน โดยใช้แนวเส้นหยวกกล้วยเป็นแนวหลัก ๕.๔ ลายน่องสิงห์เป็นลายที่ลอกเลียนแบบจากน่องสิงห์ในงานปูนปั้นต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่ง สิงห์เป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ ๕.๕ ลายหน้ากระดานแนวนอน ใช้ประกอบส่วนคาน ฐานชั้นล่าง และชั้นประกอบฉัตร ลวดลาย พัฒนาจากลายเครือเถาที่น ามาผูกกันและเลื้อยออกไปทั้งสองด้าน ช่างแทงหยวกจะต้องแทงให้เท่ากันทั้ง ด้านซ้ายและขวา ๖.ขั้นตอนกระบวนการแทงหยวก กระบวนการขั้นตอนในการแทงหยวก โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ๖.๑ การเตรียมหยวกกล้วย หลังจากท าพิธีไหว้ครูเรียบร้อยแล้ว ท าการตัดท่อนต้นกล้วยตาม ความยาวที่ต้องการ ลอกกาบออกเป็นชั้น ๆ โดยระวังมิให้กาบกล้วยแตกหรือช้ า จากนั้นท าการคัดแยก กาบที่มีความยาวและสีใกล้เคียงกันไว้เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๖.๒ การแทงหยวก น ากาบกล้วยที่ได้คัดแยกไว้มาท าการแทงฉลุเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยใช้ ปลายคมมีดแทงเข้าไปในเนื้อหยวกกล้วย ซึ่งส่วนมากช่างจะน ากาบมาซ้อนกัน ๒-๓ ชั้น แล้วแทงเป็นลาย พื้นฐานอย่างลายฟันหนึ่ง(ฟันปลา) ลายฟันสาม ลายฟันห้า เพื่อความรวดเร็ว แต่จะไม่นิยมใช้วิธีนี้ในการแทง ลายหน้ากระดาน ลายเสา หรือลายประยุกต์อื่น ๆ ๖.๓ การประกอบเป็นลายชุด เมื่อได้หยวกที่มีการแทงฉลุลวดลายต่าง ๆ แล้ว ช่างจะน า กระดาษอังกฤษสีแวววาวไปชุบน าแล้วน ามาติดกับหยวกอีกชั้น ใช้มือลูบให้กระดาษแนบติดสนิทกับความ โค้งของหยวก จากนั้นน าหยวกอีกชั้นที่แทงลวดลายเว้นพื้นหลังเรียบร้อยแล้วมาวางประกอบ โดยกดให้ หยวกทั้ง ๒ ชิ้นเข้ากันได้สนิท เมื่อได้ก าหนดลวดลายที่จะน ามาเข้าชุดกันแล้ว จึงเลือกลายมาจัดวางให้ เหลื่อมกัน หากวางได้รูปแบบแล้วจึงจะใช้ตอกแทงเข้าไปในเนื้อหยวก จากด้านหนึ่งทะลุออกไปอีกด้าน หนึ่ง ซึ่งขณะแทงตอกต้องใช้มือจับหยวกกล้วยทั้งหมดให้แน่น ไม่ให้ขยับเขยื้อน จากนั้นยก ชุดลายคว่ าเพื่อใช้ปลายตอกสอดรัดกลับมาด้านหลัง มัดชิ้นลายให้ครบทุกส่วนตามความยาวของชุดลาย เมื่อครบทุกส่วนเรียบร้อยแล้วให้มัดเส้นตอกโดยการหมุนบิดเส้นตอกให้แน่นทั้งสองด้าน จากนั้นจึงตัด ส่วนเกินของปลายหยวกที่วางซ้อนกันออก เพื่อให้เรียบร้อยและสะดวกต่อการน าไปติดตั้ง แล้วทำการ แกะพื้นหลังของลวดลายออก จะปรากฏสีสันของกระดาษอังกฤษที่ชัดเจนและสวยงาม พร้อมที่จะนำไป ประดับตามส่วนประกอบต่าง ๆ ๖.๔ การประดับ เมื่อมีการประกอบหยวกเป็นลายชุดต่าง ๆ แล้วจึงนำมาติดตั้งเข้ากับโครง หรือฐานที่ใช้ในงานพิธีโดยใช้ตะปูเป็นวัสดุในการตอกยึดชุดหยวกกล้วยให้ติดอยู่กับฐาน ๖.๕ การตกแต่งด้วยเครื่องสด เช่น พุ่มดอกไม้ หรือดอกไม้ที่ร้อยเป็นม่านรัก และการ แกะสลักผักผลไม้ ที่เรียกว่า “การแทงหยวกประกอบเครื่องสด” ๗. หยวกที่เป็นองค์ประกอบของจิตกาธาน ๗.๑ รัดเกล้า คือส่วนที่อยู่ด้านบนสุดของจิตกาธาน มีส่วนประกอบของลายต่างๆประกอบเขาด้วยกัน ได้แก่ ลายหน้ากระดาน ลายฟันปลา ลายฟันสาม ประกอบเข้ากัน กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๗.๒ ดอกไม้ไหว คือส่วนที่อยู่ด้านบนปักบนรัดเกล้าทิศละ ๕ ดอก ๗.๓ กระจังทิศ คือสวนที่ประกอบด้านบนรัดเกล้าอยู่ที่มุมทั้ง๔ทิศ ๗.๔ ฐานรองโกศ คือส่วนที่ประดับด้านล่างบริเวณของฐานรองโกศมีลายที่ประกอบเข้าด้วยกันได้แก่ ลายกลีบบัว และลายฟันปลา ประกอบเข้ากัน กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๗.๕ เสา คือส่วนที่ประดับเสาของจิตกาธาน มีลายที่ประกอบเข้าด้วยกันได้แก่ น่องสิงห์ และฟันปลา ประกอบเข้าด้วยกัน ๘.องค์ประกอบของจิตกาธาน -ดอกไม้ไหว -กระจังทิศ -รัดเกล้า -ดอกไม้แผง -พวงกลาง -พู่กลิ่น -ม่านดอก -มาลัยรัดข้อ -ฐานรองโกศ -ท่อนฟืน เสา -ฐานธรณี ๙.เทคนิควิธีการที่ส าคัญในการแทงหยวก การแทงหยวกเป็นงานที่ต้องอาศัยความช ำนาญและสมาธิอย่างสูง ช่างแทงหยวกต้องเป็นช่าง ที่มีฝีมือ เพราะจะไม่มีการวาดลวดลายหรือร่างภาพลงบนหยวกก่อน ช่างจึงจ าเป็นต้องจดจ าแบบแผน ของลายที่จะฉลุลงไปบนหยวกได้อย่างแม่นย า สิ่งที่ควรค านึงถึงอีกอย่างหนึ่งคือ วิธีการจับมีด การลงมีด นั้นจะต้องให้มีดตั้งฉากกับหน้าตัดของหยวก