15 ธันวาคม 2565

ประเพณีวันสงกรานต์

ประเพณีวันสงกรานต์ เป็นประเพณีฉลองการขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งโดยทั่วไปจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ตรงกับเดือน 5 ตามจันทรคติ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยมีประเพณีวันสงกรานต์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดฯ ให้ตราขึ้น กล่าวถึงการพระราชพิธีเผด็จศกและพระราชพิธีลดแจตร พระราชพิธีเผด็จศกเป็นพิธีการเกี่ยวกับการตัดจากปีเก่า ขึ้นสู่ปีใหม่ ส่วนพระราชพิธีลดแจตรนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิฐานว่าหมายถึงพระราชพิธีรดน้ำเดือน 5 แสดงให้เห็นว่าประเพณีวันสงกรานต์ของหลวงมีมาตั้งแต่ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยก่อนไทยใช้ จุลศักราช การขึ้นปีใหม่จึงเป็นการขึ้นจุลศักราชใหม่ เสถียร โกเศศ อธิบายคำว่า "สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า การเคลื่อนที่ หรือการ เคลื่อนย้าย หมายถึงการเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งสู่อีกราศีหนึ่ง ตามความหมายในภาษาสันสกฤตสงกรานต์จึงเกิดขึ้นทุกเดือน ส่วนระยะเวลาที่คนไทยเรียก "สงกรานต์” นั้น เป็นช่วงที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ นับว่าเป็นมหาสงกรานต์ เพราะเป็นวันและเวลาตั้งต้นปีใหม่ตามสรุยคติ ซึ่งถือปฏิบัติในอินเดีย นับถือศาสนาฮินดูมีประเพณีฉลองปีใหม่ที่เรียกว่าทิวาลี ในฤดูใบไม้ผลิ เป็นเวลานานมาแล้ว ในสมัยโบราณไทยนับเดือนตามจันทรคติและฉลองการขึ้นปีใหม่ในเดือนอ้ายซึ่งตรงกับเดือนธันวาคม ประเพณีวันสงกรานต์จึงน่าจะเป็นประเพณีฉลองการขึ้นปีใหม่ที่รับมาจากอินเดีย เนื่องจากเดือนเมษายนเป็นเวลาที่คนไทยว่างจากการทำนาจึงเป็นการเหมาะสมสำหรับคนไทยที่จะฉลองปีใหม่ในช่วงเวลานั้นด้วย วันว่าง เป็นประเพณีสำคัญของชาวภาคใต้ คล้ายประเพณีสงกรานต์ของภาคอื่นๆ แต่มีขนบในการปฏิบัติแตกต่างกันหลายลักษณะ ที่สำคัญคือต้องงดเว้นเสาะหาเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อวันข้างหน้า ต้องงดเว้นการซ้อมสีข้าวสาร เว้นการออกหากับข้าวปูปลา ผักหญ้า ห้ามไม้ให้อาบน้ำในแม่น้ำลำคลอง ห้ามตัดผมตัดเล็บ ตัดรานต้นไม้กิ่งไม้ ห้ามฆ่าสัตว์บกสัตว์น้ำทุกชนิด ไม่กล่าวคำหยาบและด่าว่าลูกหลานหรือใครๆ ทั้งสิ้น ไม่เฆี่ยนตีลงโทษแก่สัตว์หรือคน ห้ามขึ้นต้นไม้ (ยกเว้นผู้ที่ทำตาลโตนดหรือมะพร้าว) ในสมัยก่อนแม้แต่โจรผู้ร้ายก็ต้องงดเว้นการโจรกรรมในช่วงวันว่าง ต้องปล่อยสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ให้หากินได้อย่างเสรีไม่มีการผูกล่าม นอกจากนี้ยังต้องประกอบการกุศล ทำบุญทำทาน มีการตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม สรงน้ำพระพุทธรูป มีการแสดงความเมตตาปราณี ปล่อยนกปล่อยปลา ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ ไม่ทำอารมณ์ให้ขุนหมอง ต้องร่าเริงแจ่มใส ทั้งต้องแสดงความกตเวทีต่อผู้ใหญ่ มีการอาบน้ำ "สระหัว” แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ และจัดหาผ้าใหม่ไปให้ท่านนุ่งห่มแล้วขอศีลขอพรจากท่านและยังมีพิธีมงคลอื่นๆ อีกหลายอย่าง ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ เป็นประเพณีที่ชาวพัทลุงถือปฏิบัติกันในเดือน 5 ทางสุริยคติ ตรงกับวันที่ 13 – 14 – 15 เมษายนของทุกปี และถือกันว่าในวันที่ 13 เมษายนเป็นสันสงกรานต์เชื่อกันว่าวันนี้เป็นวันที่เทวดาประจำปีจะเดินทางออกจากเมือง วันที่ 14 เมษายนเป็นวันเนา เพราะเทวดาได้ออกจากเมืองไปแล้ว และเทวดาองใหม่ยังมาไม่ถึง วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ ถือกันว่าเป็นวันที่เทวดาองค์ใหม่ได้เดินทางมาถึง เพื่อรักษาบ้านเมืองต่อไป โดยเฉพาะวันเนา ซึ่งถือกันว่าเป็นวันไม่มีเทวดารักษาบ้านเมือง จึงเรียกกันว่า "วันว่าง” (หมายถึงว่างเทวดา) ความสำคัญ ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์กระทำกัน 3 วัน ตรงกับวันที่ 13 – 15 เมษายน ซึ่งตรงกับเดือน 5 ของทุกปี ถ้าปีใดมีอธิมาส คือมีเดือน 8 สองหน วันว่างนั้นจะตกอยู่ในเดือน 6 ตามประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ของภาคใต้ที่มาแต่โบราณ ก่อนถึงวันว่างจะมีคณะเพลงบอก ออกตระเวนตามบ้านเรือนทั่วทุกครัวเรือนเพื่อขับเป็นบทกลอนตามทำนองของเพลงบอก เพื่อบอกว่ากำหนดวันว่างตรงกับวันเดือนใดของปี ซึ่งถือว่าเป็นวันปีใหม่อาจบอกละเอียดไปถึงเรื่องวันสำคัญของปีนั้น เช่น วันใดเป็นวันดี วันใดเป็นวันอุบาทว์ วันโลกาวินาศ ปีใหม่จะมีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่ พืชพรรณธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ มีนาคให้น้ำกี่ตัว มีการร้องบอกเล่าตำนานสงกรานต์เหล่านี้ เป็นต้น บรรดาเพลงบอกเหล่านี้จะร้องบอกเป็นกลอนสดร่ายไปทุกครัวเรือน และอาจสดุดีหรือสรรเสริญเยินยอเจ้าของบ้าน และอาจ "ชาขวัญข้าว” (สดุดีแม่โพสพ) ให้แก่ชาวบ้านที่ปรารถนาจะให้มีเพลงบอกจึงเป็นของคู่กันกับประเพณี "วันว่าง” วันสงกรานต์ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของไทย เพราะวันนี้ เป็นวันฉลองการขึ้นปีใหม่ไทย ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน เป็นวันแสดงความกตัญญูกตเวที ระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และวันนี้ยังเป็นวันที่ครอบครัว จะได้อยู่พร้อมหน้า เนื่องจากหลาย ๆ ครอบครัว ที่มีลูกหลานที่ไปทำงานในต่างจังหวัด ก็จะได้ใช้โอกาสนี้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกันทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งกิจกรรมในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม ทั้งการขนทรายเข้าวัด ทำบุญ ทำทาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้เสริมสร้างคุณค่า และความสำคัญของวันสงกรานต์ ให้ทวีคูณยิ่งขึ้น และส่งผลให้วันสงกรานต์ เป็นวันที่มีคุณค่า และความหมายต่อหลาย ๆ คน ประเพณีวันสงกรานต์ ซึ่งโดยทั่วไปจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี ซึ่งมีความสำคัญ ดังนี้ - วันที่ 13 เมษายน ยังถือเป็นวันผู้สูงอายุ ด้วย โดยรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อให้ลูกหลานได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบุพการี ผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ในชุมชนที่เคยทำคุณประโยชน์แก่สังคมมาแล้ว สำหรับที่มาของ "วันผู้สูงอายุ" นั้นเริ่มต้นขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นได้มีการกำหนดนโยบายที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยได้มอบให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งสถานสงเคราะห์คนชราขึ้นในปี 2496 เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่เดือดร้อน ประสบปัญหาในการทำมาหากินและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีการสานต่อความสำคัญของ "วันผู้สูงอายุ" โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2525 อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุ และได้เลือก "ดอกลำดวน" เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็น ลำต้นมีอายุยืน - วันที่ 14 เมษายน รัฐบาลกำหนดให้เป็น "วันครอบครัว” ของทุกปี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของสถาบันครอบครัว และใช้เวลาว่างในวันหยุดยาวช่วงเทศกาล "สงกรานต์" ให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัว อีกทั้งช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อรวมญาติ พบปะครอบครัว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว รดน้ำดำหัวขอพรผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ความอบอุ่น และความสุขของครอบครัวตามประเพณีไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา สำหรับที่มาของ "วันครอบครัว” นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสนอมติโดยคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยและอนุมัติให้ วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี เป็นวันแห่งครอบครัว ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก - วันที่ 15 เมษายน จะเรียกว่าเป็น "วันเถลิงศก” ถือว่าเป็นวันเริ่มจุลศักราชใหม่ หรือวันปีใหม่ไทย ที่นับตามแบบสมัยโบราณนั่นเอง ส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมไปเที่ยวกับครอบครัว หรือฉลองปีใหม่กันที่บ้านด้วยการทำกับข้าว กินข้าวมื้อใหญ่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา และมีเคล็ดว่าทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ หรือมีของใช้ส่วนตัวชิ้นใหม่ๆ อย่างน้อย 1 ชิ้น เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่นั่นเอง พิธีกรรม ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ของภาคใต้ ปฏิบัติดังนี้ การเตรียมการ ก่อนวันว่างมาถึงของภาคใต้ ทุกครัวเรือนต้องตระเตรียมการให้พร้อม คือต้องเร่งทำงานที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อย เช่น ต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวในนาและขนย้ายที่เก็บให้หมด ใครกำลังปลูกบ้านสร้างเรือนใหม่ก็รีบสร้างให้เสร็จ ใครทอหูกทอผ้าต้องเร่งทอให้จบผืน ไม่ทิ้งค้างคากี่ไว้ มิเช่นนั้นจะถูกตำหนิติเตียนจากเพื่อนบ้าน และถือว่าขัดจารีตไม่เป็นมงคล นอกจากนี้ทุกบ้านเรือนจะต้องจัดเตรียมอาหารมาสำรองไว้ให้พอใช้พอกินได้ตลอดเวลา 3 วัน เพราะในระยะเวลาวันว่างทั้ง 3 วัน ห้ามสีข้างซ้อมสารหาผักปลาดังกล่าวมาแล้ว แต่ละบ้านต้องนำสากนำครกมาวางไว้ในที่เปิดเผย เอาสากรวมเข้ามัดเดียวกัน ผูกด้วยด้ายแดงด้ายขาว ตั้งใส่ลงไว้ในครกแล้วใส่น้ำลงไว้ด้วย เรียกว่า "แช่สากแช่ครก” จะไม่ใช้งานในช่วงวันว่าง (ปัจจุบันเลิกปฏิบัติเกือบหมดแล้ว) สิ่งสำคัญที่ต้องจัดหาเตรียมไว้ คือ ข้าวเหนียว น้ำตาล มะพร้าว สำหรับจะได้ไว้ทำขนม พ่อบ้านแม่เรือนจะต้องจัดหาเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ไว้ให้ลูกหลานและตัวเอง สำหรับแต่งในวันว่าง ซึ่งถือเป็นคติว่าต้องใช้ของใหม่ แม้ผู้ที่อัตคัดขัดสนก็ต้องดิ้นรนจัดหาให้จนได้ ไม่ให้น้อยหน้าเพื่อบ้าน ผู้เป็นบุตรหลานก็จะเตรียมการหาผ้าแพรพรรณไว้สำหรับมอบให้บิดามารดาปู่ย่าตายายได้สวมใส่หลังจากอาบน้ำหรือ "สระหัว” ทั้งต้องเตรียมน้ำอบน้ำหอมไว้ให้พร้อม ก่อนวันสิ้นปีเก่า (ก่อนถึงวันว่าง) 2 – 3 วัน ทุกบ้านเรือนต้องเตรียมการทำความสะอาดบริเวณบ้านเรือนของตน ปัด กวาด ตั้งแต่พื้นบ้าน ลานดิน เก็บขยะมูลฝอย ตลอดจนหยากไย่ตามพื้นใต้ถุนตามเพดาน ทำความสะอาดพื้นห้องครัว ขัดหม้อหุงต้ม (เอาดินหม้อออก) ให้สะอาดเป็นพิเศษ จัดเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ไถ คราด จอบ เสียม วางให้เป็นระเบียบเป็นที่เป็นทาง ก่อนวันว่าง 1 – 2 วัน ต้องตัดผมตัดเล็บให้เรียบร้อยเพราะเมื่อถึงวันว่างห้ามกระทำ วันประเพณี เมื่อถึงวันว่าง ทุกคนต้องทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน พยายามประกอบกรรมดีทั้งทางกาย วาจา และใจ ตื่นแต่เช้าตรู่อาบน้ำแต่งตัวกันด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ ใครมีแก้วแหวนเงินทองก็นำมาประดับตกแต่งกันเต็มที่ ผู้ปกครองจะเปิดโอกาสให้บุตรสาวหลานสาวออกจากบ้านไปทำบุญและร่วมกิจกรรมอันเนื่องด้วยประเพณีวันว่างได้อย่างเสรีเช่นกัน ดังนั้นใครมีข้าวในนาในไร่ มีสวนผักผลไม้ก็ต้องระวังรักษาเอาเอง เพราะถ้าสัตว์เหล่านั้นไปกินพืชผักของใครก็จะไม่มีการปรับไหมเรียกร้องเอาค่าเสียหายแก่กัน ตอนเช้าจะมีการตักบาตรเสร็จแล้วจะจัดเตรียมสำรับกับข้าว เพื่อนำไปทำบุญทำทานถวายภัตตาหารเพลที่วัด ซึ่งจะไปกันหมดทั้งครอบครัว ใครจะไปวัดไหนย่อมแล้วแต่ศรัทธา ส่วนมากจะไปวัดที่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนเคยไปทำบุญเป็นประจำสืบต่อกันมา ซึ่งในกรณีเช่นนี้โดยมากวัดนั้นๆ ก็จะเป็นที่เผาศพและเป็นที่เก็บกระดูกของบรรพบุรุษของครอบครัวเหล่านั้นด้วย เพราะในประเพณีนี้จะมีการบังสุกุลบัว (บัว คือ ที่เก็บกระดูก) ของปู่ย่าตายายเป็นส่วนสำคัญด้วย ดังนั้นผู้ที่ไปตั้งหลักฐานบ้านเรือนอยู่ห่างไกลจากถิ่นกำเนินมักจะกลับมาทำบุญที่บ้านเดิมในวันว่าง สิ่งที่แต่ละครอบครัวจัดนำไปวัด นอกจากสำรับกับข้าวแล้ว มีพิเศษสำหรับเฉพาะประเพณีนี้คือ มัดรวงข้าวที่จะนำไปทำขวัญข้าวประจำลอมข้าว เพราะต่างก็เพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยว มามัดรวงข้าวนั้นจะต้องเอาข้าวพันธุ์ดีที่สุดและเป็นส่วนที่มีผลผลิตสูงที่สุด คือ รวงข้าวใหญ่ มีเมล็ดข้าวโตและดก คัดเลือกให้ได้ประมาณ 3 กำเล็ก ๆ แล้วใช้ด้ายสีแดงสีขาวมัดรวบอย่างสวยงามจัดวางบนพานหรือถาด นำไปประกอบพิธีทำขวัญข้าวร่วมกันที่วัดเรียกว่า "ทำขวัญข้าวใหญ่” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่การทำมาหากินภายหน้าสืบไป เมื่อทุกครัวเรือนต่างนำสำรับกับข้าวมาและรวงข้าวมาพร้อมกันที่วัดแล้ว ก็จะเริ่มพิธีทางศาสนา ร่วมกันสวดมนต์รับศีลฟังเทศน์ ถวายภัตตาหารเพล เสร็จแล้วจะมีการนิมนต์พระบังสุกุลกระดูกปู่ย่าตายาย ถ้าไม่มีกระดูกของบรรพบุรุษก็ใช้วิธีเขียนชื่อของบรรพบุรุษผู้นั้นใส่กระดาษแทน เพื่ออุทิศกุศลผลบุญให้โดยถ้วนทั่ว แล้วนิมนต์พระประกอบพิธีทำขวัญข้าว (บางทีอาจให้ทายกทายิการับประทานอาหารเที่ยงเสียก่อนแล้วจึงค่อยประกอบพิธีทำขวัญข้าว) ครอบครัวใดที่สร้างบัว สำหรับเป็นที่เก็บกระดูกของบรรพบุรุษไว้ในวัดนั้น ก็จะแยกย้ายกันไปเคารพสักการะบัวประจำตระกูลของตน ต่อจากนั้นอาจมีการทำบุญให้ทานตามอัธยาศัย ต่อไปจะมีการปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อสดงความเมตตาปราณีแก่สัตว์ ปลาและนกที่จะนำมาปล่อยนั้น มักตระเตรียมหามาล่วงหน้า ยิ่งใครสามารถเสาะหามาจากแหล่งที่สัตว์เหล่านั้นตกอยู่ภาวะทุกข์ทรมานมากเท่าใดก็จะถือว่าเป็นบุญกุศลมากเท่านั้น เช่น ปลาที่ตกค้างอยู่ในหนองที่น้ำกำลังจะแห้งขอด หรือนกที่บาดเจ็บซึ่งได้นำมารักษาจนหายพร้อมที่จะปล่อยให้ไปสู่ความอิสระอย่างปลอดภัย เป็นต้น ต่อจากนั้นจะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป โดยอัญเชิญมาประกอบพิธีร่วมกันในบริเวณวัด ต่อจากนั้นจะมีการอาบน้ำให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เห็นสมควร เรียกการอาบน้ำให้แก่ภิกษุและฆราวาสในวันว่างว่า "สระหัววันว่าง” ประเพณีการสระหัววันว่างแก่ภิกษุหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีประชาชนยกย่องนับถือมากๆ มักจัดทำเป็นพิเศษโดยทำ "เบญจา” ขึ้นอย่างสวยงาม ประดับด้วยลายแทงหยวก ใต้ยอดเบญจาจะมีหัวพญานาคจะต่อเป็นท่อยาว ตกแต่งเป็นลำตัวพญานาค ทำให้ส่วนหางของพญานาคอยู่ในระดับสูงกว่าส่วนปาก ที่ปลายหางมีท่อน้ำต่อมาจากใต้ท้องลำเรือ ซึ่งวางไว้ในที่สูงและห่างจากเบญจาออกไป ยิ่งวางให้อยู่ห่างมากเท่าไรยิ่งแสดงถึงความศรัทธาของผู้จัดมากเท่านั้น บุตรญาติมิตรที่มาร่วมแสดงความกตัญญูทุกคน มักเตรียมหาน้ำมาเองคนละขัน มักปรุงเจือด้วยน้ำหอมโรยกลีบดอกบัว กลีบกุหลาบ หรือดอกมะลิ และเครื่องประทิ่นอื่นๆ ต่างคนต่างก็นำน้ำนั้นไปเทลงในลำเรือจนถ้วนทั่ว(มักจัดหาน้ำสำรองไว้ให้ผู้ที่ไม่อาจนำน้ำมาเองได้) แล้วจึงนิมนต์พระภิกษุที่อาวุโสที่สุดขึ้นนั่งเหนือฐานเบญจาเรียบร้อยแล้วจึงปิดน้ำจากลำเรือให้ไหลมาตามท่อพุ่งกระจายออกจากทางช่องปากของพญานาค คล้ายนาคพ่นน้ำอาบรดให้ ซึ่งจะเปียกทั่วทั้งตัวเหตุนี้จึงเรียกว่า "สระหัว” เหตุที่ต้องปล่อยน้ำผ่านพญานาคแทนการอาบรดด้วยมือโดยตรงเพราะถือคติว่า ผู้ใหญ่ (ทั้งภิกษุและฆราวาส) ที่เชิญมาสระหัวนั้นเป็นปูชนียบุคคล ไม่บังควรที่ผู้น้อยจะพึงละลาบละล้วงไปรุมล้อมกันถูกต้องหรือยกมือยกแขนข้ามคร่อมลำตัวหรือศีรษะ เป็นต้น และในกรณีที่เป็นพระภิกษุนั้น โดยวิธีนี้จะทำให้ผู้หญิงก็สามารถร่วมแสดงความกตัญญูได้เสมอเหมือนกันกับผู้ชาย นอกจากนี้ การทำเป็นพญานาค ท่อน้ำยังเป็นไปตามคติความเชื่อว่า พญานาคเป็นผู้ให้น้ำแก่มวลมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณเป็นนิมิตหมายของความร่มเย็นสุขกายสุขใจ ทำให้ผู้ได้อาบมีความเจริญสุขสืบไป เมื่อได้ปล่อยน้ำอาบรดจนทั่วและมากพอสมควรแล้ว อาจจะมีผู้ใกล้ชิดบางคนช่วยขัดถูที่ปลายเท้าหรือตามแขนขาพอสมควรแล้วปล่อยน้ำอาบรดอีกครั้งก็เป็นเสร็จพิธี ให้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดใหม่เอี่ยมที่จัดเตรียมมามอบให้ ผู้ได้อาบก็จะให้ศีลให้พรเพื่อเป็นสิริมงคลแก้ผู้ร่วมแสดงความกตัญญูโดยทั่วหน้า ต่อจากนั้นก็จะเชิญบุคคลอื่นที่มีอาวุโสรองลงมาตามลำดับ และตามที่สมาชิกส่วนใหญ่จะเห็นสมควร ในกรณีที่คณะบุตรหลานของปู่ย่าตายายจะอาบน้ำให้เป็นการภายในเฉพาะในเครือญาติของตน มักจะอาบน้ำด้วยมือและขัดสีให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม และเมื่อได้ประพรมน้ำหอมทาแป้งให้แล้วจะมีตัวแทนของบุตรหลานมอบผ้าคู่ (ผ้านุ่งกับผ้าห่มหรือเสื้อ) ให้ท่านได้สวมใส่ด้วย ส่วนบุตรหลานคนอื่นๆ ใครจะมอบพิเศษไว้ให้ใช้อีกกี่ชุดก็ได้ นับแต่ประมาณ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เกิดประเพณีการ "สระหัววันว่าง” แก่ข้าราชการผู้ใหญ่ขึ้นในบางจังหวัดของภาคใต้และนิยมกันแพร่หลายยิ่งขึ้น จนปัจจุบันกระทำกันหลายจังหวัด หลายอำเภอ ทำให้เกิดความสนิทสัมพันธ์กันระหว่างข้าราชการผู้ใหญ่กับข้าราชการผู้น้อยและระหว่างประชาชนก่อให้เกิดประโยชน์นานาประการ เมื่อเสร็จพิธีการสระหัวผู้เฒ่าผู้แก่แล้วก็จะมีการเล่นสาดน้ำซึ่งกันและกัน ทั้งระหว่างคนวัยเดียวกันและต่างวัยกันโดยไม่มีการถือโทษโกรธเคืองกัน แต่จะไม่สาดพร่ำเพรื่อตามถนนหนทาง ประเพณีวันว่างของภาคใต้ดั้งเดิมจริงๆ ไม่มีการประกวดนางสงกรานต์ ไม่มีการประกวดเทพี เหล่านี้เป็นคติของถิ่นอื่น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแสดงคารวธรรมดังกล่าวแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องร่นเริงสนุกสนานกันในแบบพื้นเมือง เช่น กีฬาหรือการละเล่นพื้นเมืองบางประเภทที่ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้ เช่น เล่นโนราดิบ เล่นสะบ้าแลกเชลย แข่งวิ่งเรือ วิ่งวัว เป็นต้น สำหรับเด็กๆ ก็อาจจะมีการเล่นมอญซ่อนผ้า โยนหลุม (ทอยตรอก) ทอยกอง เป็นต้น การกีฬาหรือการแข่งขันเหล่านี้แต่โบราณจะไม่มีการเล่นพนันผสมหากแต่เป็นการสนับสนุนร่วมกันเพียงอย่างเดียว การเล่นสนุกสนานจะมีต่อเนื่องกันไปทั้ง 3 วัน 3 คืน ทำให้เด็กๆ และหนุ่มสาวสนุกสนานและมีโอกาสรู้จักมักคุ้นกันเพราะถ้าไม่ใช่โอกาสเช่นนี้ ชาวใต้มักหวงลูกสาวไม่เปิดโอกาสให้พบปะกับผู้ชายได้ง่ายนัก คุณค่าที่สำคัญยิ่งของประเพณีวันว่างอยู่ตรงที่ให้ทุกคนได้ทำกายทำใจให้ว่างเว้นจากความทุกข์กังวล ว่างจากพันธะการงาน ว่างจากอารมณ์เศร้าหมอง และเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ให้เต็มไปด้วยความเมตตาปราณี การให้อภัย การเสียสละ ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา แม้ความว่างนั้นจะไม่ลึกซึ้งถึงขั้นปล่อยว่างตามหลักของ "นิพพาน” ก็ให้รู้จักทำกายและใจให้ว่างอย่าง่ายๆ อันจะช่วยให้ชิวิตมีความสุขยิ่งขึ้น คุณประโยชน์ของประเพณีวันว่าง สรุปได้ดังนี้ 1. ทำให้ทุกคนมีโอกาสหยุดเว้นจากพันธะการงาน ได้เห็นคุณค่าของการพักผ่อน 2. ช่วยให้ทุกคนมีคุณธรรม เช่น เมตตาธรรม คารวธรรม มีความกตัญญูกตเวที 3. ช่วยให้เครือญาติและมิตรมีความรักใคร่ผูกพันกันยิ่งขึ้น ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ ในวันนี้ชาวพัทลุงจะหยุดการทำงานต่างๆ ทุกคนจะไปร่วมชุมนุมกันที่วัด คนเฒ่าคนแก่จะไปทำบุญบังสุกุล พ่อ แม่ ตา ยาย ที่ล่วงลับไปแล้ว เด็กๆ และคนหนุ่มสาวจะนุ่งผ้าใหม่สวยงามเที่ยวสนุกสนาน มีการรดน้ำซึ่งกันและกัน และมีการอาบน้ำคนเฒ่าคนแก่หรือการทำพิธีรดน้ำดำหัวหรือพิธีขึ้นเบญจา นอกจากนี้จะมีงานรื่นเริงตามวัดต่างๆ บางครั้งมีการเล่นพนันกันมากในวันนี้ และในวันสงกรานต์นี้ เดิมจังหวัดพัทลุงจัดให้มีงานรื่นเริงทุกปี โดยจัดงานบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มีการออกร้านของหน่วยราชการทุกอำเภอ การประกวดต่างๆ การแข่งขันกีฬา และการแสดงมหรสพพื้นเมือง ต่อมาการจัดงานได้ล้มเลิกไป นอกจากนี้ในวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเถลิงศกใหม่ เป็นการรับเทวดาองค์ใหม่ ตามหมู่บ้านต่างๆ จะมีการทำพิธีรับเทวดา ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า "รับเทียมดา” หรือ "รับเทวดา” โดยมีการจัดทำศาลเพียงตาแบ่งเป็นชั้นๆ สำหรับให้ชาวบ้านนำอาหาร มีข้าวสุก ปลามีหัวมีหาง น้ำ และธงรูปสามเหลี่ยม นำไปวางไว้บนศาลเพียงตา เสร็จแล้วพอตกค่ำชาวบ้านจะรวมตัวกันแห่ศาลเพียงตาไปถึงจุดที่กำหนดตามความเหมาะสม แล้วจึงทำพิธีสวดมนต์และสวดโองการชุมนุมเทวดาเรียกว่า "บทสักเค” เสร็จแล้วผู้ทำพิธีนำน้ำมนต์มาประพรม หลังจากนั้นชาวบ้านจะนำธงของตนแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยนำธงไปปักไว้บนหลังคาบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคลคุ้มครองบ้านเรือนและผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้เวลากลางคืนชาวบ้านรวมกลุ่มกันเล่นเพลงบอกหรือว่าเพลงบอกซึ่งเป็นการขับเพลงเกี่ยวกับสงกรานต์ ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ เป็นประเพณีที่ชาวพัทลุงถือปฏิบัติกันในเดือน 5 ทางสุริยคติ ตรงกับวันที่ 13 – 14 – 15 เมษายนของทุกปี และถือกันว่าในวันที่ 13 เมษายนเป็นสันสงกรานต์เชื่อกันว่าวันนี้เป็นวันที่เทวดาประจำปีจะเดินทางออกจากเมือง วันที่ 14 เมษายนเป็นวันเนา เพราะเทวดาได้ออกจากเมืองไปแล้ว และเทวดาองใหม่ยังมาไม่ถึง วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีใหม่ ถือกันว่าเป็นวันที่เทวดาองค์ใหม่ได้เดินทางมาถึง เพื่อรักษาบ้านเมืองต่อไป โดยเฉพาะวันเนา ซึ่งถือกันว่าเป็นวันไม่มีเทวดารักษาบ้านเมือง จึงเรียกกันว่า "วันว่าง” (หมายถึงว่างเทวดา) กิจกรรมตามประเพณี ประเพณีวันว่างหรือวันสงกรานต์ เป็นประเพณีของชาวพัทลุงและชาวจังหวัดอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ความกตัญญู และความสนุกสนานรื่นเริงตามประเพณีนิยม โดยทั่วไปจะจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก่อนวันสงกรานต์ เป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และต้อนรับชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้นในวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ - การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ข้าวของต่าง ๆ รวมทั้งสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น วัด ศาลา บริเวณชุมชน เป็นต้น - การเตรียมเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ไปทำบุญ รวมทั้งเครื่องประดับตกแต่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีผ้าสำหรับไปไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรดน้ำขอพรด้วย - การเตรียมอาหารในการไปทำบุญ ทั้งของคาวของหวานที่พิเศษ ได้แก่ การเตรียมขนมที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของวันตรุษและวันสงกรานต์ นั่นคือ ข้าวเหนียวแดงสำหรับวันตรุษ และขนมกวนหรือกาละแมสำหรับวันสงกรานต์ วันสงกรานต์

ประเพณีแห่เทียนพรรษา

ประเพณีแห่เทียนพรรษานั้น เนื่องจากสมัยก่อนพระภิกษุสงฆ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านจึงหล่อเทียนต้นใหญ่ขึ้น เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์จุดให้แสงสว่างในการปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ เป็นพุทธบูชาตลอดเวลา 3 เดือน การนำเทียนไปถวายชาวบ้านมักจัดขบวนแห่กันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานและปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็นประเพณี งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานประเพณีที่รวมความผูกพันของชุมชนท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะไปในตัว การสรรหาภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีฝีมือทางช่าง มีความรู้ ความชำนาญในเรื่อง การทำลวดลายไทย การแกะสลักลวดลายลงบน ต้นเทียน การทำเทียนให้เป็นลายไทย แล้วนำไปติดบนต้นเทียน การประดับด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหม ดอกไม้สด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของช่างในท้องถิ่น ส่วนการจัดขวนแห่ก็ล้วนแต่ใช้ของพื้นเมือง เช่น เครื่องแต่งกายขอขบวนฟ้อน จะใช้ผ้าพื้นเมืองเป็นหลัก การฟ้อนรำจะใช้ท่ารำที่ดัดแปลงมาจาก วิถีชีวิต การทำมาหากินของชาวบ้าน เป็นท่ารำในรูปแบบของศิลปะที่งดงาม ดนตรีประกอบก็เป็น เครื่องดนตรีประจำถิ่น ผสมเข้ากับการขับร้องที่สนุกสนานเร้าใจ ทำให้งานประเพณีนี้ยิ่งใหญ่ ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย ศิลปะการฟ้อนรำที่นิยมนำมาประกอบการแสดงในขบวนแห่ คือ การรำเซิ้งต่างๆ เช่น เซิ้งกระลอ เซิ้งกระติบ เซิ้งสวิง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง ซึ่งดัดแปลงมาจากการประกอบอาชีพในวิถีชีวิต ประจำวันทั้งสิ้น งานแห่เทียนพรรษา เป็นงานที่ทำให้คนวัยรุ่น หนุ่มสาว ได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดและสัมผัส กับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ เป็นลูกมือช่างของทางวัด ในการแกะสลักทำลวดลายต้นเทียน ค้นคว้าหาวิธีการทำเพียรพรรษาให้วิจิตรพิศดาร งดงาม แต่ประหยัดการเข้าร่วมในขบวนแห่จะเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เช่น การเล่นดนตรีพื้นบ้าน โปงลาง หรือเป่าแคน จะมีทั้งผู้สูงอายุและคนหนุ่มสาว ส่วนขบวนฟ้อนรำ จะใช้เด็กๆ รุ่นเยาว์ ถึงวัยหนุ่มสาวมากกว่าคนสูงวัย ซึ่งคาดหวังได้ว่า ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น จะสืบทอดต่อไปอีกยาวไกล

14 ธันวาคม 2565

วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า อยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นศาสนพิธีสำหรับพระภิกษุโดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา ประวัติวันเข้าพรรษา
ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกสมณะไม่ยอมหยุดพักสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในช่วงฤดูฝน การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน พระสงฆ์ที่เข้าจำพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือ ก่อนรุ่งสว่าง ก็จะถือว่าพระภิกษุรูปนั้น"ขาดพรรษา" แต่หากมีกรณีจำเป็นบางอย่าง พระภิกษุผู้จำพรรษาสามารถไปค้างที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่ก็จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ก็คือ 1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย 2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ 3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด 4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้ ประเภทของการเข้าพรรษา การเข้าพรรษาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 2. ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน เครื่องอัฏฐบริขารของภิกษุระหว่างการจำพรรษา โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระภิกษุตามพุทธานุญาตที่ให้มีประจำตัวนั้น มีเพียง อัฏฐบริขาร ซึ่งได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น กว่าพระสงฆ์จะหาที่พักแรมได้ บางครั้งก็ถูกฝนเปียกปอน ชาวบ้านผู้ใจบุญจึงถวาย "ผ้าจำนำพรรษา" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยน และยังถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันเป็นพิเศษในช่วงเข้าพรรษา จนเป็นประเพณีทำบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน การปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณรที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น มีประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันเรื่อยมา ก็คือ ประเพณีหล่อเทียนพรรษา สำหรับให้พระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ซึ่งเทียนพรรษาสามารถอยู่ได้ตลอด 3 เดือน และเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง อีกทั้งมีการ "ประกวดเทียนพรรษา" ของแต่ละจังหวัดโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา 1.ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา 2.ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิกษุสามเณร 3.ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล 4.อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ 5.อยู่กับครอบครัว

21 พฤศจิกายน 2565

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ความเป็นมาประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นงานประเพณีที่เก่าแก่และสำคัญของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยมีปฐมเหตุมากจากที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงประกอบพิธีวิสาขะสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์หลังจากที่พระองค์ได้บูรณะแล้วเสร็จ เมื่อปีพุทธศักราช ๑๗๗๓ ซึ่งไม่กี่วันก่อนจะเริ่มพิธีสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ ชาวปากพนัง ได้เก็บ ผ้า “พระบฏ” ที่มีคลื่นซัดมาเกยชายหาด ซึ่งมีลักษณะเป็นผ้าแถบเขียนลวดลายเขียนพุทธประวัติ ผ้ายาวประมาณ ๑,๐๐๐ หลา นำมาทูลเกล้าถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช เมื่อเจ้าพนักงานทำความสะอาดแล้วเสร็จปรากฏว่าลายเขียนนั้นก็ไม่เลือนหายไป ซักเสร็จจึงผึ่งไว้ในพระราชวัง และประกาศหาเจ้าของจนได้ความว่า พระบฏเป็นของพุทธศาสนิกชนคณะหนึ่งที่แล่นเรือมาจาก เมืองหงสาวดี โดยมี “ผขาวอริพงษ์” เป็นหัวหน้าคณะนำพระบฏไปบูชาพระพุทธบาทที่ลังกา แต่ถูกมรสุมพัดจนเรือแตกเสียก่อน พุทธศาสนิกชนกลุ่มนั้นมีราว ๑๐๐ คน รอดเพียง ๑๐ คน ยินดีถวายผ้าพระบฏให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงโปรดให้ชาวเมืองจัดเครื่องประโคมแห่แหนและนำขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ ในคราวเดียวกับการสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ และได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนถึงปัจจุบัน ความเป็นมาของประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ จากข้อเขียนของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรรธรรมราช ได้กล่าวถึงไว้ดังนี้ “ประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดมากว่า ๗๙๐ ปี จากตำนานที่เล่ากันว่า ในปี พ.ศ. ๑๗๗๓ ขณะที่ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์ของเมืองนครศรีธรรมราช กำลังสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์อยู่นั้น ชาวเมืองอินทปัตย์ ซึ่งกำลังเดินทางไปนมัสการพระธาตุที่ศรีลังกา ได้ถูกพายุพัดจนเรือแตก มีผู้รอดชีวิตราว ๑๐ คน มาขึ้นฝั่งที่เมืองปากพนัง พร้อมด้วยผ้าขาวผืนยาวมีภาพพุทธประวัติเขียนไว้ที่ผ้า เรียกกันว่า “ผ้าพระบฏ” ชาวเมืองปากพนังจึงนำไปถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชในกาลนั้น พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้โปรดให้นำผ้าดังกล่าวขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีนั้น และตั้งแต่นั้นมา จึงได้ปฏิบัติต่อเนื่องจนกลายเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน ทุกปีของวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และในปีอธิกมาสวันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พร้อมในกันประกอบศาสนพิธีขึ้นในวันดังกล่าว โดยนำผ้าแถบสีต่าง ๆ เช่น สีขาว สีเหลือง สีแดง เป็นต้น อีกทั้ง ผ้าสีขาวที่ภาพวาดพุทธประวัติ ซึ่งเรียกว่าผ้าพระบฏ ขึ้นนำห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประจำทุกปี เรียกประเพณีนี้ว่า “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” ในปัจจุบัน การแห่ผ้าขึ้นธาตุ นิยมใช้ผ้าสี่เหลี่ยม เช่น สีเหลือง สีขาว สีแดง เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านอาจะจัดเตรียมมาเอง หรือ สามารถมาทอนผ้าที่ทางวัดเตรียมไว้ โดยร่วมบริจาคค่าผ้าทำบุญตามกำลังศรัทธา แล้วนำผ้าเดินทักษิณาวรรตรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ๓ รอบ เมื่อครบนำผ้าเข้าสู่พระวิหารมหาภิเนษกรมณ์ หรือวิหารพระทรงม้า ทางขึ้นลานภายในกำแพงแก้วล้อมฐานพระบรมธาตุเจดีย์ อยู่ในวิหารนี้ เจ้าหน้าที่ของวัดจะยอมให้ผู้อาวุโสในขบวนเพียง ๒-๓ คน เท่านั้นสมทบกับคนงานนำผ้าไปพันโอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ที่ไม่สามารถขึ้นไปบนกำแพงแก้วได้หมดทั้งขบวนเพราะทางวัดได้กำหนดให้ลานภายในกำแพงแก้วเป็นเขตหวงห้าม ยกเว้นการนำผ้าพระบฏขึ้นบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าใต้ลานกำแพงแก้วในฐานพระบรมธาตุเจดีย์มีพระบรมสาริกธาตุประดิษฐานอยู่หาก ขึ้นไปเดินบนลานจะไม่เป็นการสมควร ซึ่งในแต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ามืดถึงค่ำคืนหลายหมื่นคน แต่ในปี ๒๕๖๕ มีการระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการลดจำนวนกิจกรรมและจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม โดยคงไว้เฉพาะพิธีที่สำคัญเท่านั้น เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม แต่อย่างไรก็ตามด้วยพลังแห่งความศรัทธายังคงมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้เดินทางมายังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อร่วมสืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

15 พฤศจิกายน 2565

การทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณา

การทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณา สูตรของพระครูเมตตาวิหารี วัดนันทาราม ปากพนัง . บุดในนครผู้ใหญ่บอกว่าหลัก ๆ มาจากพืชสามชนิดคือ ๑ ข่อย ๒ กฤษณาที่เป็นไม้หอม กับ ๓ ย่านกฤษณาหรือปริศนาที่เป็นเถาวัลย์ เวลาจับบุดก็เห็นว่ามันมีบุดเนื้อต่างกันอยู่คละกันจริง ๆ นอกจากบุดเนื้อละเอียดยืดหยุ่นแบบบุดจากข่อยแล้ว มีบุดที่เนื้อสากแข็งผ่านมือเยอะเหมือนกัน ตามเพจที่เอาสมุดไทยมาโชว์ มาขาย บางทีเราเห็นเนื้อกระดาษกับรอยหมึกที่ซึมในเนื้อแล้วเกิดความรู้สึกว่ามันน่าจะบุดใต้แน่ซูมดูเนื้อหาแล้วก็เป็นบุดใต้จริง ๆ ไม่รู้เป็นอุปทานไหม บุดนี้ดูเหมือนหลายท้องถิ่นในอดีตก็ทำกันขึ้นใช้ได้ถ้าทำมากอาจจะขายด้วย พวกบุดสั้นที่เป็นบุดตำรายา ไสยศาสตร์ หรือเบ็ดเตล็ด มักจะเจอรอยว่ามันคือการเอาบุดขนาดเต็มแบบบุดพระอภิธรรม บุดเขียนวรรณกรรมมาตัดครึ่งใช้ บุดสั้นพวกนี้สันข้างหนึ่งมักจะตรงเรียบ อีกข้างจะเอียง ๆ เฉ ๆ ตามฝีมือตัดทีหลัง นาน ๆ ทีจะเจอบุดเล็กบุดสั้น บุดตีนช้าง ที่ลักษณะเป็นการทำสั้นทำเล็กมาแต่แรก มีวิธีทำบุดจากเปลือกไม้กฤษณาที่ อ วิมลสัมภาษณ์มาจากปากพนังเมื่อสี่สิบปีแล้วน่าสนใจ ไม่รู้ว่ายังมีคนสืบวิชาไหม ส่วนภาพประกอบไม่เกี่ยวไม่รู้บุดเนื้ออะไรอาจจะเนื้อข่อย แต่พอดีอยู่ในไอแพดครับ ------------------------------—————————————-------- รศ.วิมล ดำศรี สัมภาษณ์พระครูเมตตาวิหารี วัดนันทาราม ปากพนัง เมื่อ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๓ ๑ เอาเปลือกต้นกฤษณาเก็บในช่วงที่ต้นกฤษณาออกดอก มาทุบเอาเปลือกส่วนนอกออกโดยระวังไม่ให้เปลือกส่วนในช้ำ ๒ เอาเปลือกส่วนในแช่น้ำไว้ประมาณ ๑๐ วันจนเปลือกเน่าและเปื่อยได้ที่ แล้วนำกะลามะพร้าวมาขูดเปลือกให้เยื่อส่วนนอกออกไปให้ได้มาก ๆ แล้วเอาส่วนที่เหลือไปแช่ในน้ำเมือกเซียด ๓ ถึง ๕ วัน แล้วเอากะลามะพร้าวขูดเยื่อออกอีก เอาที่เหลือแช่น้ำเมือกเซียดไปอีก ๓ ถึง ๕ วัน แล้วนำมาขูดสลับกับแช่น้ำเมือกเซียดอีกจนกว่าจะได้เปลือกที่บางตามต้องการ ถ้าจะเอาบุดหนาแต่หยาบก็ทำซ้ำน้อยครั้ง ๓ เอาเปลือกกฤษณาที่ได้ไปวางเรียงบนผ้าขาวที่ปูบนพื้นเรียบ เอาผ้าขาวอีกผืนปูทับบนใช้ลูกกลิ้ง ไม้กลม หรือขวด รีดทับไปมากจนเปลือกกฤษณาเรียบแน่น จึงเอาผ้าขาวทับหน้าออก เอาเปลือกกฤษณาไปผึ่งลมจนหมาด ๆ ยังมีความชื้นอยู่ ๔ เมื่อหมาดแล้ว เอาผ้าขาวทับหน้าอีกครั้ง ขึงผ้าขาว-กฤษณา-ผ้าขาว กับโครงให้ตึง แล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งสนิท แห้งแล้วสามารถนำมาตัดเจียนพับเป็นบุดใช้ได้ ๕ ถ้าจะทำบุดดำให้เอาลูกมะพร้าวอ่อนที่ยังไม่มีเนื้อ หากเป็นมะพร้าวที่น้ำมีรสหวานจะยิ่งดีจะมียางเยอะ ผ่าครึ่งลูกมะพร้าวแล้วคว่ำหน้าลงบนบุดขาวถูไปมาบนเนื้อกระดาษจนติดยางมะพร้าวเป็นสีดำสนิท จะได้บุดดำจากเปลือกไม้กฤษณา ดูน้อยลง

08 พฤศจิกายน 2565

อบรมแทงหยวกฟรี

#ขอเชิญร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการแทงหยวก" ในวันพุธ ที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ศิลปวัฒนธรรม (อาคาร 28) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เปิดรับสมัคร นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าอบรมฟรี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 12 ธันวาคม 2565 รับจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น ท่านที่สนใจ ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมได้ตามลิ้งด้านล่าง หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวกาญจณาพร จันทร์เอียด โทร 064-7190178 และ นางสาวนิตยา คงมาก โทร 086-7674250 ผู้ประสานงาน

06 พฤศจิกายน 2565

ศิลปะการแทงหยวก

ศิลปะการแทงหยวก เป็นหนึ่งในงานช่าง๑๐หมู่ ประเภทงานสลักของอ่อน เป็นงานฝีมือที่สร้างสรรค์ โดยช่างผู้ชำนาญ ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาง่าย ผลงานมีระยะเวลาในการคงอยู่ในระยะสั้น ๆ ไม่คงทนถาวร ตาม ลักษณะของวัสดุ โดยเป็นการนำหยวกกล้วยมาฉลุลวดลายประดับตกแต่งในงานต่างๆ ทั้งงานมงคลและงาน อวมงคล ได้แก่ งานบวช งานโกนจุก งานกฐิน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานพิธีทางศาสนา ทำบุษบกแห่พระวันออก พรรษา และ งานศพ เป็นต้น ๑.การแทงหยวกประดับจิตกาธาน พระจิตกาธาน หรือ เชิงตะกอน แรกเริ่มคงจะมีที่มาจากธรรมเนียมการปลงศพของอินเดีย โดยใช้กอง ฟืนวางซ้อนกันให้สูงใหญ่ จำนวนฟืนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชั้นยศของผู้วายชนม์ ต่อมาจึงคิดสร้างพื้นยกขึ้น เรียกว่า “ร้านม้า” สำหรับตั้งศพคร่อมเหนือกองฟืน ซึ่งร้านม้าที่ยกขึ้นนั้น ทำหน้าที่เป็นฐานส ำหรับเผาศพ โดย ใช้ไม้ไผ่หรือต้นหมากมาปักเรียงกัน ประมาณ ๓ คู่ นำฟืนเรียงใส่ให้เต็มในช่องว่าง นำหีบศพวางบนร้านม้าแล้ว จุดไฟเผา ลักษณะเช่นนี้จะพบการปลงศพตามหมู่บ้านชนบท ที่นิยมปลงศพในป่าช้า เพราะใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ในท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อค้นหาความเป็นมาของงานแทงหยวกในพงศาวดาร พบว่า สยามประเทศ หรือประเทศไทยใน ปัจจุบัน เป็นชาติแรกและชาติเดียวในโลก ที่มีงานช่างแทงหยวก ถือเป็นงานช่างของคนไทยโดยแท้จริง ซึ่ง ปัจจุบันนี้มีไม่กี่ประเทศที่มีกาใช้งานแทงหยวกมาประกอบพิธีกรรม ความสำคัญของการแกะสลักหยวกกล้วยที่ปรากฎในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน เมื่อพระไวยกล่าวถึง การทำพิธีนี้ว่าให้ขุดศพนางวันทองขึ้นมา แล้วกล่าวถึงการทำพิธีว่าสถานที่วางหีบศพนั้นตกแต่งอย่างสวยงาม เเละวิจิตรพิสดารเป็นรูปภูเขา มีน้าตกมีสัตว์ต่างๆ มีกุฏิพระฤษี มีเทวดา เช่น รามสูร เมขลา ที่ตั้งศพที่เป็น ภูเขานี้เห็นจะเป็นประเพณีไทยที่เก่าเเก่ ที่ท าเช่นนั้นก็คงหมายถึงว่า เขาพระสุเมรุคงเป็นที่เทวดาอยู่ตรงกับ สวรรค์ ผู้ตายนั้น ถือว่าจะต้องไปสวรรค์ เช่น พระเจ้าแผ่นดินตาย เรียกว่า “สวรรคต” จึงนิยมทำศพให้เป็น ภูเขา พระสุเมรุหรือเมรุ คือ ทำที่ตั้งเป็นภูเขาทั้งสิ้น ต่อมาคงจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น งานหลวงเล็กทำเป็นภูเขา เปลี่ยนทำเป็นเครื่องไม้เพราะอาทำให้สวยงามให้เป็นชั้นลดหลั่นลงมาเป็นเหลี่ยมจะหักมุมย่อให้วิจิตรพิสดาร อย่างใดก็ได้ เเต่เเม้จะเอาภูเขาพระสุเมรุ จริง ๆ ออกไปก็ยังคงเรียกเมรุตามที่เคยเรียกมา เมรุ จึงกลายเป็นที่ตั้ง ศพไป บ้างก็ว่าศิลปะการแทงหยวกเกิดขึ้นจากสมัยพระนเรศวรมหาราชล่าแผ่นดิน ในสมัยก่อนช่างอันดับ ๑ คือ ช่างเหล็ก อันดับ ๒ คือช่างแทงหยวก ไปรบที่ไหนก็ตายที่นั่น เผาที่นั่น ใช้ไม้ไผ่เป็นเชิงตะกอน แล้วนำหยวก (ต้นกล้วย) มาคุมเชิงตะกอนก่อนจะเผา แล้วพัฒนาหยวกให้เกิดลวดลายที่สวยงาม จนเกิด คุณค่าแห่งความงามต่อสังคมไทยเรา ในการแทงหยวกจะช่วยพัฒนาสังคมในด้านจิตใจ ให้คนเห็นคุณค่า “ปรัชญา” ความสดสวย ไม่ช้าก็เหี่ยวแห้งเป็นธรรมดาตามหลักศาสนา ๒.การเลือกต้นกล้วยในการแทงหยวก พันธุ์กล้วยที่ดีที่สุดในการใช้แทงหยวก คือ กล้วยตานีที่ยังไม่ออกเครือ ด้วยคุณสมบัติของ กล้วยตานีที่รวงผึ้งด้านในกาบกล้วยค่อนข้างถี่กว่ากล้วยพันธุ์อื่น ๆ ท าให้หยวกกล้วยมีความชุ่มน้ า ส่งผล ให้ผิวของกาบกล้วยตานีมีความคงทน สวยงาม ไม่เปราะบาง หรือแตกง่าย ไม่เน่าเปื่อย แต่จะเหี่ยวแห้งไป ตามกาลเวลา ลักษณะพิเศษของกล้วยตานีอีกประการหนึ่งคือ เนื้อผิวหยวกมีสีขาวนวลสวย และมีเส้นใย ที่สามารถมองเห็นเป็นแนวได้ ต้นกล้วยที่จะน ามาใช้ในการแทงหยวก ควรเลี้ยงให้ล าต้นมีความสูงตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีเส้นผ่านศูนย์กลางของโคนต้นประมาณ ๒๐ เซนติเมตร จึงจะเหมาะกับการฉลุลายได้ดี ในการด าเนินการตัดต้นกล้วยนั้นจะต้องมีการท าพิธีขอขมาต้นกล้วยเสียก่อน ซึ่งช่างแทง หยวกจะท าพิธีขอขมาโดยใช้ใบตองห่อเศษเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า จากนั้นจึงกล่าวบทสวดขอขมา แล้วซุก เงินไว้บริเวณโคนต้นกล้วย การตัดต้นกล้วยจะตัดในทิศทางที่ให้ต้นเอนล้มใส่คนตัด เพื่อมิให้ต้นกล้วยนั้นหล่นลงพื้น จากนั้นจึงตัด ปลายต้นกล้วยออก เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยช้ า โดยจะตัดต้นกล้วยในแนวทแยงเพื่อให้ต้นกล้วยนั้นได้แทงหน่อต่อไป และเว้นระยะการตัดจากโคนต้นประมาณ ๑ คืบ เมื่อได้ต้นกล้วยตามที่ต้องการแล้วจึงน ามาตัดหัวตัดท้ายออก จากนั้นท าการลอกกาบออกทีละชั้นด้วยความระมัดระวัง โดยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในกาบกล้วย แล้วค่อย ๆ ดัน มือไปพร้อม ๆ กันทั้งสองข้าง ลอกไปจนเกือบถึงชั้นในสุด แล้วท าการคัดแยกขนาดของกาบไว้เป็นกลุ่ม ๆ เพื่อเตรียมใช้ในการแทงหยวกกาบกล้วยที่จะน าไปแทงหยวกนั้น ประกอบด้วย กาบเปลือก กาบเขียว กาบ เขียวที่ค่อนข้างไปทางขาว และแกนหยวก ซึ่งส่วนที่ใช้ในการแทงหยวกจริง ๆ นั้นควรเป็นกาบเขียวที่ค่อนข้าง ไปทางขาว เนื่องจากเป็นกาบที่มีความสมบูรณ์ มีน้ าหล่อเลี้ยงภายในรวงผึ้ง ท าให้ชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดเวลา ๓.วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแทงหยวก การสร้างสรรค์ศิลปะการแทงหยวกโดยมากจะใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย มีใช้ตาม พื้นบ้านทั่วไป ได้แก่ ๓.๑ หยวกกล้วย ที่ได้ท าการลอกกาบ คัดแยกขนาดของกาบกล้วย และเช็ดผิวท าความ สะอาดเรียบร้อยแล้ว ๓.๒ กระดาษสี ใช้ส าหรับประกอบงานแทงหยวก เพื่อเน้นลวดลายที่ได้ฉลุลงบนหยวกให้มี สีสันสวยสดงดงาม ซึ่งนิยมใช้กระดาษอังกฤษสีมันวาวคล้ายกระดาษตะกั่ว ที่มีคุณสมบัติส าคัญคือ เมื่อถูก น้ าแล้วไม่ ยับย่น สีไม่ลอก เนื่องจากเมื่อแทงหยวกเสร็จแล้วต้องมีการพ่นน้ำอยู่เสมอ ๓.๓ มีดแทงหยวก เป็นมีดปลายแหลมที่มีคมทั้งสองด้าน เพื่อให้สามารถแทงลวดลายใน ลักษณะเดินหน้าถอยหลังได้อย่างสะดวก ท ามาจากเหล็กลานนาฬิกา หรือใบเลื่อยโลหะ น ามาเจียรและ ลับให้คม ใบมีดมีขนาดความกว้างประมาณ ๕ มิลลิเมตร มีความยาวประมาณ ๓-๓ นิ้วครึ่ง หรือแตกต่าง กันไปตามความต้องการและความถนัดของช่างแต่ละคน ๓.๔ หินลับมีด ใช้ส าหรับลับมีดแทงหยวก เนื่องจากเมื่อมีการใช้งานนาน ๆ จะท าให้มีดแทง หยวกนั้นหมดคม ระหว่างใช้งานจึงต้องหมั่นลับมีดให้คมอยู่เสมอ เมื่อมีดมีความคมก็จะท าให้ลวดลายบน ๓.๕ ตอก ใช้ส าหรับประกอบหยวกเข้าเป็นลายชุด โดยใช้ตอกรัดตรึงหยวกที่แทงแล้วแต่ละชิ้น ให้เป็นส่วนเดียวกัน ตอกที่ใช้ส าหรับงานศิลปะการแทงหยวกนิยมท าจากไม้ไผ่ โดยมีความกว้างประมาณ ๑-๑.๕ เซนติเมตร และยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ซึ่งปลายตอกทั้งสองข้างจะมีความเรียวแหลมและคม ๓.๖ ไม้เสียบ ใช้สำหรับปักยึด หรือช่วยเสริมความแข็งแรงจากการประกอบหยวกด้วยตอกอีกที ๓.๗ มีดบาง หรือมีดท าครัว ใช้ส าหรับตกแต่งกาบกล้วย หรือตัดหยวกกล้วยให้ได้ขนาดตามที่ ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อน าลายมาประกอบเป็นลายชุด และในช่วงที่ต้องตัดต่อเพื่อน าลายชุดไปประดับ ตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ ๔.พิธีไหว้ครูก่อนการแทงหยวก ก่อนจะเริ่มท าการแทงหยวก ช่างแทงหยวกจะต้องไหว้ครูเพื่อระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่ให้ วิชาความรู้เหมือนกับช่างศิลปะแขนงอื่น ๆ ซึ่งเครื่องไหว้ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูก่อนการแทงหยวกจะประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน น้ า เหล้า บุหรี่ อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ และแผ่นหยวกที่แทงเป็นลายแล้วส าหรับไหว้ครู เครื่องไหว้ทั้งหมดจะน ามาใส่ในถาดรวมกันแล้วตั้งไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ บริเวณที่ท าการแทง ซึ่งช่างทุกคนต้องไหว้ ครูและเครื่องมือก่อนท างาน โดยว่าตามบทสวด ดังนี้ (ตั้งนะโม 3 จบ) “ลูกขอไหว้คุณครูผู้ประสาทวิชาให้แก่ตัวลูก ลูกของไหว้พระอินทร์ พระพรหม พระ ยม พระกาฬ พระจตุโลกบาลทั้งสี่ พระภูมิเจ้าที่ พระธรณี พระแม่คงคา แม่พระพาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายใน สากลโลก พระวิษณุกรรม ท้าวเวสสุวรรณ ครูพักลักจ า ครูแนะครูน า ครูสั่งครูสอน ที่ได้ประสาทพรให้แก่ลูก มา พุทธังประสิทธิเม ธรรมังประสิทธิเม สังฆังประสิทธิเม” (กราบ 3 ครั้ง) ๕.ลายพื้นฐานการแทงหยวก ๕.๑ ลายฟันหนึ่ง(ลายฟันปลา) แทงหยวกด้วยมีดฉลุที่คมทั้งสองด้านและปลายแหลมคมในลักษณะ ขึ้นลง ๆ ในลักษณะซิกแซก แทงหยวกเดินหน้าและถอยหลัง แนวตรงในระยะห่างที่เท่า ๆ กัน โดยใช้แนวเส้น หยวกกล้วยเป็นแนวหลัก ใช้เป็นลายประกอบได้เยอะมาก ๕.๒ ลายฟันสาม มีรูปแบบมาจากลายตาอ้อย ใช้ประกอบลายในพิธีของสามัญชนจนถึงขุนนางชั้น ผู้ใหญ่ รวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๕.๓ ลายกลีบบัว ลายแทงหยวกด้วยมีดฉลุที่คมทั้งสองด้านและปลายแหลมคมในลักษณะขึ้นลง ๆ ใน ลักษณะซิกแซกแต่มีลักษณะลายที่ใหญ่โค้ง แทงหยวกเดินหน้าและถอยหลัง แนวตรงในระยะห่างที่เท่า ๆ กัน โดยใช้แนวเส้นหยวกกล้วยเป็นแนวหลัก ๕.๔ ลายน่องสิงห์เป็นลายที่ลอกเลียนแบบจากน่องสิงห์ในงานปูนปั้นต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่ง สิงห์เป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ ๕.๕ ลายหน้ากระดานแนวนอน ใช้ประกอบส่วนคาน ฐานชั้นล่าง และชั้นประกอบฉัตร ลวดลาย พัฒนาจากลายเครือเถาที่น ามาผูกกันและเลื้อยออกไปทั้งสองด้าน ช่างแทงหยวกจะต้องแทงให้เท่ากันทั้ง ด้านซ้ายและขวา ๖.ขั้นตอนกระบวนการแทงหยวก กระบวนการขั้นตอนในการแทงหยวก โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ๖.๑ การเตรียมหยวกกล้วย หลังจากท าพิธีไหว้ครูเรียบร้อยแล้ว ท าการตัดท่อนต้นกล้วยตาม ความยาวที่ต้องการ ลอกกาบออกเป็นชั้น ๆ โดยระวังมิให้กาบกล้วยแตกหรือช้ า จากนั้นท าการคัดแยก กาบที่มีความยาวและสีใกล้เคียงกันไว้เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๖.๒ การแทงหยวก น ากาบกล้วยที่ได้คัดแยกไว้มาท าการแทงฉลุเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยใช้ ปลายคมมีดแทงเข้าไปในเนื้อหยวกกล้วย ซึ่งส่วนมากช่างจะน ากาบมาซ้อนกัน ๒-๓ ชั้น แล้วแทงเป็นลาย พื้นฐานอย่างลายฟันหนึ่ง(ฟันปลา) ลายฟันสาม ลายฟันห้า เพื่อความรวดเร็ว แต่จะไม่นิยมใช้วิธีนี้ในการแทง ลายหน้ากระดาน ลายเสา หรือลายประยุกต์อื่น ๆ ๖.๓ การประกอบเป็นลายชุด เมื่อได้หยวกที่มีการแทงฉลุลวดลายต่าง ๆ แล้ว ช่างจะน า กระดาษอังกฤษสีแวววาวไปชุบน าแล้วน ามาติดกับหยวกอีกชั้น ใช้มือลูบให้กระดาษแนบติดสนิทกับความ โค้งของหยวก จากนั้นน าหยวกอีกชั้นที่แทงลวดลายเว้นพื้นหลังเรียบร้อยแล้วมาวางประกอบ โดยกดให้ หยวกทั้ง ๒ ชิ้นเข้ากันได้สนิท เมื่อได้ก าหนดลวดลายที่จะน ามาเข้าชุดกันแล้ว จึงเลือกลายมาจัดวางให้ เหลื่อมกัน หากวางได้รูปแบบแล้วจึงจะใช้ตอกแทงเข้าไปในเนื้อหยวก จากด้านหนึ่งทะลุออกไปอีกด้าน หนึ่ง ซึ่งขณะแทงตอกต้องใช้มือจับหยวกกล้วยทั้งหมดให้แน่น ไม่ให้ขยับเขยื้อน จากนั้นยก ชุดลายคว่ าเพื่อใช้ปลายตอกสอดรัดกลับมาด้านหลัง มัดชิ้นลายให้ครบทุกส่วนตามความยาวของชุดลาย เมื่อครบทุกส่วนเรียบร้อยแล้วให้มัดเส้นตอกโดยการหมุนบิดเส้นตอกให้แน่นทั้งสองด้าน จากนั้นจึงตัด ส่วนเกินของปลายหยวกที่วางซ้อนกันออก เพื่อให้เรียบร้อยและสะดวกต่อการน าไปติดตั้ง แล้วทำการ แกะพื้นหลังของลวดลายออก จะปรากฏสีสันของกระดาษอังกฤษที่ชัดเจนและสวยงาม พร้อมที่จะนำไป ประดับตามส่วนประกอบต่าง ๆ ๖.๔ การประดับ เมื่อมีการประกอบหยวกเป็นลายชุดต่าง ๆ แล้วจึงนำมาติดตั้งเข้ากับโครง หรือฐานที่ใช้ในงานพิธีโดยใช้ตะปูเป็นวัสดุในการตอกยึดชุดหยวกกล้วยให้ติดอยู่กับฐาน ๖.๕ การตกแต่งด้วยเครื่องสด เช่น พุ่มดอกไม้ หรือดอกไม้ที่ร้อยเป็นม่านรัก และการ แกะสลักผักผลไม้ ที่เรียกว่า “การแทงหยวกประกอบเครื่องสด” ๗. หยวกที่เป็นองค์ประกอบของจิตกาธาน ๗.๑ รัดเกล้า คือส่วนที่อยู่ด้านบนสุดของจิตกาธาน มีส่วนประกอบของลายต่างๆประกอบเขาด้วยกัน ได้แก่ ลายหน้ากระดาน ลายฟันปลา ลายฟันสาม ประกอบเข้ากัน กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๗.๒ ดอกไม้ไหว คือส่วนที่อยู่ด้านบนปักบนรัดเกล้าทิศละ ๕ ดอก ๗.๓ กระจังทิศ คือสวนที่ประกอบด้านบนรัดเกล้าอยู่ที่มุมทั้ง๔ทิศ ๗.๔ ฐานรองโกศ คือส่วนที่ประดับด้านล่างบริเวณของฐานรองโกศมีลายที่ประกอบเข้าด้วยกันได้แก่ ลายกลีบบัว และลายฟันปลา ประกอบเข้ากัน กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ๗.๕ เสา คือส่วนที่ประดับเสาของจิตกาธาน มีลายที่ประกอบเข้าด้วยกันได้แก่ น่องสิงห์ และฟันปลา ประกอบเข้าด้วยกัน ๘.องค์ประกอบของจิตกาธาน -ดอกไม้ไหว -กระจังทิศ -รัดเกล้า -ดอกไม้แผง -พวงกลาง -พู่กลิ่น -ม่านดอก -มาลัยรัดข้อ -ฐานรองโกศ -ท่อนฟืน เสา -ฐานธรณี ๙.เทคนิควิธีการที่ส าคัญในการแทงหยวก การแทงหยวกเป็นงานที่ต้องอาศัยความช ำนาญและสมาธิอย่างสูง ช่างแทงหยวกต้องเป็นช่าง ที่มีฝีมือ เพราะจะไม่มีการวาดลวดลายหรือร่างภาพลงบนหยวกก่อน ช่างจึงจ าเป็นต้องจดจ าแบบแผน ของลายที่จะฉลุลงไปบนหยวกได้อย่างแม่นย า สิ่งที่ควรค านึงถึงอีกอย่างหนึ่งคือ วิธีการจับมีด การลงมีด นั้นจะต้องให้มีดตั้งฉากกับหน้าตัดของหยวก

24 ตุลาคม 2565

รภ.นศ. ร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลบุญสารทเดือนสิบและงานกาชาดเมืองนคร ประจำปี 2565

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดย ดร.สมปอง รักษาธรรม รักษาราชการแทนอธิการบดี มอบหมายให้ อาจารย์วาที ทรัพย์สิน ผู้ช่วยอธิการบดี ร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลบุญสารทเดือนสิบและงานกาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2565 : 99 ปี มหานคร แห่งศาสตร์ ศิลป์ และศรัทธา กตัญญูตาต่อบรรพชน อนุรักษ์สืบสาน เสน่ห์วันวานสู่อนุชนรุ่นหลัง นอกจากนี้นักศึกษาชมรมทูบีนัมเบอร์วันได้ร่วมแสดงในพิธีเปิดอีกด้วย งานเทศกาลบุญสารทเดือนสิบและงานกาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 กันยายน 2565 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ทุ่งท่าลาดนครศรีธรรมราช